
ชำแหละ ค่ายจีน EV 3.0 ตั้งบริษัทใหม่ซื้อรถ 3,000 คัน รับเงินอุดหนุนภาครัฐ 450 ล้านบาท
ค่ายจีน ระบายสต็อกรถยนต์ไฟฟ้า EV กว่า 3,000 คัน ผ่านโมเดลธุรกิจที่อาจเป็นช่องโหว่ของมาตรการ EV 3.0 เพื่อรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐกว่า 450 ล้านบาท
KEY
POINTS
- ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีน ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อรับซื้อรถยนต์ในสต็อกของตนเองกว่า 3,000 คัน
- การทำธุรกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้เข้าเงื่อนไขของมาตรการ EV 3.0 และรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเป็นมูลค่ากว่า 450 ล้านบาท
- พฤติกรรมนี้อาจเป็นช่องโหว่ที่ใช้เงินภาษีเพื่อระบายสต็อกสินค้า และอาจส่งผลกระทบทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้ามือสองในตลาดต่ำลง
เปิดเบื้องลึก ค่ายจีน ระบายสต็อกรถยนต์ไฟฟ้า EV กว่า 3,000 คัน ผ่านโมเดลธุรกิจที่อาจเป็นช่องโหว่ของมาตรการ EV 3.0 เพื่อรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐกว่า 450 ล้านบาท โดยพบการทำธุรกรรมหมุนเวียนระหว่างบริษัทในเครือ และการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา เพื่อรับซื้อรถทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้น ก่อนสิ้นสุดโครงการ
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ถูกท้าทายอีกครั้งจากมาตรการ EV 3.0 โดยทุกค่ายที่เข้าโครงการต่างยืนยันว่า สิ้นปี 2568 สามารถผลิตรถชดเชยได้ครบตามเงื่อนไข ไม่มีพันธผูกพันใดๆ และส่งผลให้ยอดขาย EV รวมปี 2568 ทะลุ 120,000 คัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของตลาดรถยนต์ไทย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกจับตามองมาตลอดคือ การระบายสต๊อกให้ทัน(หลังจากผลิตได้ครบ) เพื่อรับเงินสนับสนุน 150,000 บาท/คัน จะมีการทำธุรกรรมอำพราง หรือใช้เทคนิคใด มาช่วยหรือไม่ เพราะโมเดลการรับเงินสนับสนุนลักษณะนี้จากรัฐบาลจีน ก็มีประเด็น “EV มือสองเลขไมล์ศูนย์” มาแล้ว
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โมเดลธุรกิจ “EV มือสองเลขไมล์ศูนย์” ที่เกิดขึ้นในจีน ถูกนำมาใช้กับบางค่ายรถยนต์ตามโครงการ EV 3.0 เพื่อรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไทยเช่นกัน
เริ่มจากค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนรายหนึ่ง (ต่อไปนี้จะแทนว่าบริษัท A) มี EV ค้างสต็อกจำนวนมาก (จากที่โรงงานต้องผลิตออกมาครบตามเงื่อนไข EV 3.0) ซึ่งภายใต้เงื่อนไข EV 3.0 ที่กำหนดเส้นตายให้ซื้อ-ขายจบภายในเดือนธันวาคม 2568 และขยายระยะเวลาจดทะเบียนถึง 31 มกราคม 2569 เพื่อรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
ดังนั้น เพื่อระบายสต๊อกให้ทันกำหนด บริษัท A จึงตั้งบริษัทเฉพาะกิจเพื่อปลดล็อกเงินภาษี ซึ่งการสืบสวนเชิงลึกพบว่า มีการใช้แผนโยกย้ายรถภายในเครือข่าย โดยบริษัท A โอนรถกว่า 3,008 คันไปยังบริษัท B (บริษัทในเครือ)
จากนั้นบริษัท B ขายรถไปให้บริษัทจัดตั้งขึ้นมาใหม่ คือบริษัท C ซึ่งถูกระบุว่าเป็นบริษัทภายนอก เพื่อนำรถไปจดทะเบียนให้ทันกรอบเวลา 31 มกราคม 2569
อย่างไรก็ตาม พบความผิดปกติที่มีนัยสำคัญในตัวบริษัท C ที่มีวันจดทะเบียนบริษัท 25 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการเริ่มซื้อขายลอตแรก
นอกจากนี้โครงสร้างบริหารมีกรรมการหนึ่งรายที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัท A และบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกัน และน่าสังเกตว่าบริษัท C ที่เพิ่งตั้งใหม่ มีความสามารถในการหาลูกค้าจากไหนมารองรับรถจำนวน 3,008 คัน ในระยะเวลาอันสั้น
กรณีนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า บริษัท C อาจถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิบัติภารกิจเฉพาะกิจ เพื่อให้บรรลุเงื่อนไข EV 3.0 และเบิกเงินอุดหนุนจากรัฐ โดยไม่ได้เกิดจากการเช่าซื้อจริงของภาคประชาชน
อย่างไรก็ตาม บริษัท C อาจจะนำรถสต็อกนี้ไปปล่อยเช่าระยะสั้น/ระยะยาว หรือต้องหาทางระบายออกไปเป็นรถมือสอง ทว่ากรณีเลวร้าย เมื่อรถกว่า 3,000 คัน ไม่มีลูกค้าเช่าจริง ในที่สุดจะถูกเทขายเข้าสู่ตลาดในสถานะ "รถมือสองไมล์น้อย" (Nearly New) ซึ่งปริมาณรถที่ทะลักเข้าสู่ตลาดในคราวเดียวจะทำให้ราคารถมือสองในกลุ่ม EV ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
นั่นหมายถึงเกิดการบิดเบือนกลไกตลาดด้วยเงินภาษี ถือเป็นการทำลายเสถียรภาพของตลาดรถยนต์ในภาพรวม และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างราคา EV
...ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนเคยลงดาบค่ายรถแตกแถว และใช้ช่องโหว่ของมาตรการเพื่อรับเงินสนับสนุนมาแล้ว เมื่อสถานการณ์นี้เกิดขึ้นในไทย เชื่อว่ารัฐบาล หรือกรมสรรพสามิต ไม่น่าจะอยู่เฉยเหมือนให้ลิงหลอกเจ้าแบบนี้
เจตนารมณ์ดั้งเดิมของมาตรการ EV3.0 คือการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าในราคาเหมาะสม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามรายงานฉบับนี้ กลายเป็นการใช้ "เงินภาษีประชาชน" เพื่อไปอุดหนุนสต็อกค้างของบริษัทเอกชนให้ได้ประโยชน์ อย่างน้อยๆ ของค่ายนี้จัดไปแล้ว 450 ล้านบาท






