thansettakij
thansettakij
กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ร้องรัฐบาลขึ้นภาษี EV นำเข้าจีน 32%

กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ร้องรัฐบาลขึ้นภาษี EV นำเข้าจีน 32%

14 พ.ค. 69 | 08:23 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 08:30 น.

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทย ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล หวังให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV ที่นำเข้าจากจีน เพื่อสร้างส่วนต่างที่จูงใจให้เกิดการผลิตในประเทศ

KEY

POINTS

  • กลุ่มสมาคมชิ้นส่วนยานยนต์ เสนอให้รัฐบาลขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV ที่นำเข้าจากจีน เพื่อสร้างส่วนต่างที่จูงใจให้เกิดการผลิตในประเทศ
  • การนำเข้ารถ EV สำเร็จรูปจากจีนโดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย ทำให้สูญเสียคำสั่งซื้อและเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน
  • ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องฐานการผลิต และแรงงานในประเทศ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติลงทุนผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มขึ้น

วันนี้(14 พ.ค.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์มีสมาชิกรวมกันกว่า 1,500 ราย ร่วมลงนาม และยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล โดยประเด็นสำคัญคือ ต้องการให้ขึ้นภาษีสรรพสามิต EV รุ่นนำเข้า

ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จนอาจสูญเสียฐานการผลิต หลังจากค่ายรถยนต์ เริ่มปรับกลยุทธ์นำเข้ารถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% แทนการผลิตในไทย

ขณะที่ผู้ประกอบการไทย กำลังสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน  นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่า เมื่อมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2570 จะไม่มีภาระผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ และไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ จึงมีโอกาสที่ค่ายรถยนต์จะนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% แทนการผลิตในประเทศ

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) เปิดเผยว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย 50-60 ปี สร้างซัพพลายเชนกว่า 2,400 ราย เกี่ยวเนื่องกับแรงงานกว่า 6 แสนคน ตัวเลข GDP ของอุตสาหกรรมยานยนต์ 14% ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องรักษาฐานการผลิตรถยนต์สันดาปเอาไว้

กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ร้องรัฐบาลขึ้นภาษี EV นำเข้าจีน 32%

“เราต้องใช้กลไลภาษีสรรพสามิตมาเป็นเครื่องมือ เพื่อจูงใจให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากจีนลงทุนในประเทศ พร้อมกับการใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทคนไทยให้มากขึ้น โดยต้นทุนการผลิต EV ในไทย กับจีน ต่างกันประมาณ 30% ดังนั้น ต้องถ่างช่องว่างภาษีระหว่าง EV นำเข้า กับประกอบในประเทศอย่างน้อย 30%- 50%” นายสมพล กล่าว (ปัจจุบัน EV นำเข้าเสียภาษีสรรพสามิต 10% ส่วน EV ประกอบในประเทศ 2%)

ข้อเสนอของ 10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีดังนี้

1.ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต โดยสร้างส่วนต่างภาษีที่ชัดเจนระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในไทย พร้อมใช้ระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า” กำหนดส่วนต่างภาษีสรรพสามิตระหว่างรถผลิตในประเทศและรถนำเข้า (CBU) ให้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อจูงใจการลงทุน (เดิมภาษีสรรพสามิตของรถนำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศมีอัตราที่ต่างกันเพียง 8% ซึ่งไม่จูงใจให้ผลิตรถยนต์ในประเทศ แทนการนำเข้า) และขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบโควตา โดยนับยอดผลิตในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่นสถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกโควตานำเข้า ด้วยภาษีอัตราต่ำลง เป็นต้น   

2.การปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content) ปัจจุบันเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ 40% นั้นเพียงพอ แต่ควรปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local Content ให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น และบังคับสัดส่วนวัตถุดิบจากประเทศไทย (Thai Material Content) ให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศที่แท้จริง

3.การส่งเสริมการใช้ "ชิ้นส่วนร่วม" (Common Parts) โดยกำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม (ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป) ที่ผู้ประกอบการในไทยมีศักยภาพในการผลิต  โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่นแชสซีส์ ตัวถัง ที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสรรพสามิต

4.ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย: ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และ ขอให้ BOI ตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านแรงงานและเครื่องจักร หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ถอนบัตรส่งเสริมทันที

5.แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า

6.การยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ “สวมสิทธิ์สินค้า” และรักษาชื่อเสียงการส่งออกไทย

7.การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer): กำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง และบังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีส่วนร่วม

8.การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ  และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS: บังคับให้มีการทดสอบและปรับจูนเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพบริบทการใช้ยานยนต์ไทย และให้ความสำคัญกับห้องปฏิบัติการทดสอบในไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูง