
ชิ้นส่วนยานยนต์ยอดวูบ 30% ร้องขึ้นภาษี EV จีน-ค่ายรถหวั่นขัด WTO เจรจา FTA
ซัพพลายเออร์ไทย เผยยอดการสั่งซื้อหายไป 30%จากการเข้ามาทุ่มตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า EV จีน รวมตัวเรียกร้องรัฐบาลให้ขึ้นภาษีสรรพสามิต EV รุ่นนำเข้าของจีน
KEY
POINTS
- ยอดสั่งซื้อชิ้นส่วนยานยนต์ไทยลดลง 30% จากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์จีนยังคงนำเข้าชิ้นส่วนเป็นหลัก
- สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้า เพื่อสร้างส่วนต่างกับรถที่ประกอบในประเทศ และกระตุ้นการใช้ชิ้นส่วนไทย
- ข้อเสนอดังกล่าวสร้างความกังวลว่าจะกระทบแผนการลงทุน ขัดต่อหลักการค้าเสรี WTO และการเจรจา FTA ฉบับใหม่ โดยมีฝ่ายเสนอให้รัฐสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อลดต้นทุนแทน
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) เปิดเผยว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย 50-60 ปี สร้างซัพพลายเชนกว่า 2,400 ราย เกี่ยวเนื่องกับแรงงานกว่า 6 แสนคน ตัวเลข GDP ของอุตสาหกรรมยานยนต์ 14% ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องรักษาฐานการผลิตรถยนต์สันดาปเอาไว้
แม้ค่ายรถจีน ที่มีโรงงานผลิตในไทย แต่ไม่น้อยยังสั่งชิ้นส่วนมาจากจีน ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณากำลังการผลิตรถยนต์ที่ลดลงในปัจจุบัน เทียบกับอดีตที่เคยทำได้ระดับ 2 ล้านคันต่อปี ยอดการสั่งซื้อของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยตอนนี้ลดลงไปถึง 30% โดยผลกระทบหนักตกอยู่กับซัพพลายเออร์ เทียร์ 3 จำนวนเกือบ 1,700 ราย
“เราต้องใช้กลไกภาษีสรรพ-สามิตมาเป็นเครื่องมือ เพื่อจูงใจให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากจีนลงทุนในประเทศ พร้อมกับการใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทคนไทยให้มากขึ้น โดยต้นทุนการผลิต EV ในไทย กับจีน ต่างกันประมาณ 30% ดังนั้น ต้องถ่างช่องว่างภาษีระหว่าง EV นำเข้า กับประกอบในประเทศอย่างน้อย 30%- 50%” นายสมพล กล่าว (ปัจจุบัน EV นำเข้าเสียภาษีสรรพสามิต 10% ส่วน EV ประกอบในประเทศ 2%)
ข้อเรียกร้อง 10 สมาคมยานยนต์ไทย
สำหรับข้อเรียกร้องของสมาคมยานยนต์ ที่มีต่อรัฐบาล เช่นเพิ่มส่วนต่างภาษีสรรพสามิต EV รุ่นนำเข้า ให้สูงกว่า EV ประกอบในประเทศไม่น้อยกว่า 30% (ปัจจุบันต่างกัน 8%) และให้ปิดช่องโหว่คำนวณการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 40% ไม่ให้นำกำไร ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ มารวม
ขณะที่ BOI ปิดรับการส่งเสริมการลงทุนแก่ผู้ประกอบการใหม่ ในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุนที่คนไทยถือหุ้นกว่า 40% พร้อมยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) โดยตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า
ตลอดจนเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดการโควตา และราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า
EVAT จี้ไม่ลงทุนไทยต้องจ่ายแพง
นายสุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)เปิดเผยว่า ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเจตนาจะปิดกั้นรถรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น หรือทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ แต่ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างบริษัทที่ ลงทุนจริง ผลิตจริง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทาน ในไทย กับบริษัทที่เน้นการนำเข้ารถสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่าย โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างชัดเจน
ข้อเรียกร้องนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การกีดกันการค้าเสรี แต่เป็นการรักษาสมดุลและปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน
“บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมีศักยภาพสูงอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาขาดโอกาส และต้องให้ความเป็นธรรมแก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ลงทุนในประเทศ ส่วนที่ไม่ลงทุนก็ต้องจ่ายแพงหน่อย” นายสุโรจน์ กล่าวสรุป
หวั่นขัดหลักการค้า WTO - เจรจา FTA
ด้านแหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทรถยนต์รายใหญ่ เปิดเผยว่า หลายบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ไม่ได้เห็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมดกับข้อเรียกร้องของ 10 สมาคมนี้ แต่หลังจากที่มีกระแสข่าวเรียกร้องให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตออกมา ยิ่งทำให้สับสนและกระทบกับแผนการลงทุน
ทั้งนี้ประเทศไทยเพิ่งเริ่มใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยคิดตามการปล่อยไอเสีย CO2 และกว่าจะมีการบังคับใช้ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และภาครัฐ ได้หารือร่วมกัน และมีเวลาปรับตัวก่อน 3-4 ปี
อย่างไรก็ตาม ในตลาดแข่งขันเสรี การนำมาตรการภาษีมาบล็อก EV นำเข้ายังขัดต่อหลักขององค์การการค้าโลก ขณะเดียวกันอาจจะกระทบกับการเจรจา FTA ฉบับใหม่ระหว่างไทยกับคู่ค้าประเทศอื่นๆ
“รัฐบาลไม่ควรรีบตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งต่อข้อเรียกร้องนี้ แต่ต้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เสียก่อน หรือถ้าจะปรับภาษีใหม่จริงๆ ก็ควรประกาศล่วงหน้า หรือบังคับใช้หลังปี พ.ศ.2573”
รถจีน ย้ำต้นทุนไทยแข่งขันยาก
ด้านผู้บริหารค่ายรถจีนรายหนึ่ง เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องเข้าไปช่วยตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่มาขึ้นภาษีปลายทางแบบนี้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับธุรกิจในวงกว้าง ทั้งลูกค้าที่ถูกผลักภาระรวมถึงดีลเลอร์ ไฟแนนซ์ และบริษัทประกันภัย
รัฐบาลควรจะจัดงบประมาณให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน นำไปพัฒนาธุรกิจ เพื่อให้สามารถทำต้นทุนที่แข่งขันได้ อาจจะรวมถึงงบวิจัยพัฒนา และสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เมื่อต้นทางดีแล้วปลายทางก็จะดีเองไม่ต้องไปยุ่งกับกลไกตลาด
“ต้องยอมรับว่ารัฐบาล เดินทางผิดตั้งแต่สนับสนุน EV3.0 EV3.5 ใช้งบประมาณลงไปมาก ตอนนี้โรงงานผลิตอีวีจีน อย่างไรเสียก็ต้องนำเข้าชิ้นส่วนมาจากจีน เพราะราคาถูกกว่าไทย อย่างบริษัทเองเป็นอีวีนำเข้า บริษัทแม่มาศึกษาการลงทุนตั้งโรงงานในไทยแล้ว แต่พบว่าถ้าผลิต EV ในไทย ต้นทุนจะสูงกว่าการผลิตที่จีนกว่า20%” แหล่งข่าวกล่าว







