อัปเดตไวรัสสายพันธุ์ใหม่ "แลงยา" คาดระบาดแทนที่ "โควิด-19"

30 มิ.ย. 2566 | 20:15 น.

รู้จักกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ "แลงยา" (Langya) ที่องค์การอนามัยโลกคาดว่าอาจจะระบาดแทนที่ "โควิด-19" อาการเป็นอย่างไร รุนแรงมากหรือไม่ และมีวิธีรักษาหรือวัคซีนป้องกันโรคแล้วหรือยัง ที่นี่มีคำตอบ

ในขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ลดลงจนเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ล่าสุดทั่วโลกกำลังจับตา "ไวรัสสายพันธุ์ใหม่" ที่คาดว่าจะเข้ามาแทนที่โควิด -19 โดยเพจ "Center for Medical Genomics" หรือ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้โพสต์ข้อความ เตือนไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่จะมาแทน "โควิด" ซึ่งจะสามารถติดต่อได้จากสัตว์สู่คน โดยทางเพจได้ระบุข้อความว่า

"โลกพร้อมรับไวรัสตัวใหม่หลังโควิดหรือยัง?

"ไวรัสแลงยา (Langya)" หนึ่งในสมาชิกกลุ่มไวรัสเฮนิปา (henipavirus) ที่อาจมาแทนที่ไวรัสโควิด-19

ขณะที่ภัยคุกคามจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ดูเหมือนกำลังจะกลายสภาพเป็นโรคประจำฤดูกาลและโรคประจำถิ่นตามลำดับ แต่กลับพบไวรัสกลุ่มใหม่ "เฮนิปา (henipavirus)" ที่มีลักษณะการระบาดคล้ายโควิด-19 เข้ามาแทนที่

เฮนิปา 6 สายพันธุ์ที่พบ

  • ไวรัสเฮนดรา (HeV)
  • ไวรัสนิปาห์ (NiV)
  • ซีดาร์ไวรัส (CedV)
  • ไวรัสโม่เจียง (MojV)
  • ไวรัสกานา (GhV)
  • ไวรัสเอ็ม 74 (M74V)

โดยในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 ไวรัสลางยา (Langya, LayV) สมาชิกใหม่ของไวรัสเฮนิปาถูกตรวจพบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีไข้ในภาคตะวันออกของจีน

ดร.เอเรียล ไอแซกส์ และดร.หยู ชาง โลว์ นักวิจัยจาก School of Chemistry and Molecular Biosciences แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลียได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสารวิชาการทางการแพทย์ "Nature Communications" ในเดือนนี้ (มิถุนายน 2566) 

ชี้ให้เห็นว่า มีความสุ่มเสี่ยงสูงมากที่เชื้อ "ไวรัสแลงยา ในกลุ่มเฮนิปา(Langya henipavirus หรือ LayV,)" ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกำลังจะมีการแพร่ระบาดใหญ่ในมนุษย์ 

"ไวรัสแลงยา"สามารถข้ามจากสัตว์มาระบาดในคนได้

แม้ว่าขณะนี้ยังไม่พบการแพร่ระบาดระหว่างคนสู่คนก็ตามแต่กลับพบการแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คนของไวรัสแลงยา และกลุ่มสมาชิกถี่ขึ้นเป็นลำดับและหากเกิดการกลายพันธุ์เพียงไม่กี่ตำแหน่งบนจีโนมที่ส่งผลให้ส่วนหนามของไวรัสเข้าจับกับเซลล์มนุษย์ได้ดีขึ้น จะช่วยให้ไวรัสแลงยาสามารถก้าวข้ามจากสัตว์มาระบาดในหมู่คนได้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับไวรัสโคโรนา 2019 ในอดีต

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดีได้เตรียมพร้อม ตรวจสอบรหัสพันธุกรรมอย่างรวดเร็ว (mass array genotyping) เพื่อตรวจจับไวรัสแลงยาดังกล่าวจากสิ่งส่งตรวจแล้ว

คาดไวรัสตระกูล Paramyxoviridae ระบาดแทนที่โควิด-19

องค์การอนามัยโลก และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกคาดคะเนว่า ภัยคุกคามโรคติดเชื้อที่จะระบาดไปทั่วโลก (Pandemic) กับมนุษยชาติครั้งต่อไป นอกเหนือจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่หรือไวรัสไข้หวัดนกแล้วอาจเป็นกลุ่มไวรัสเฮนนิปา อันประกอบไปด้วย 

  • ไวรัส แลงยา (Langya) 
  • โม่เจียง (Mòjiāng) 
  • นิปาห์ (Nipah) 
  • เฮนดรา (Hendra) ฯลฯ 

ซึ่งจัดอยู่ในตระกูล Paramyxoviridae

ไวรัสแลงยา 

  • เป็นเชื้อโรคไวรัสติดต่อจากสัตว์มาสู่คน พบครั้งแรกในชาวไร่จำนวน 35 คนในมณฑลซานตงและเหอหนานของประเทศจีน ในปี 2565

ไวรัสโม่เจียง 

  • ถูกค้นพบในปี 2555 ในหนูในเหมือง Tongguan ในเมืองโม่เจียง ประเทศจีน คนงานเหมือง 6 คนป่วยด้วยอาการคล้ายโควิด และ 3 คนเสียชีวิต ที่น่าแปลก คือ พบไวรัสโคโรนาจากค้างคาวที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 อยู่ในเหมืองนั้นด้วย

ไวรัสนิปาห์ 

  • เกิดขึ้นในมาเลเซียและสิงคโปร์ในปี 2542 ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเกือบ 300 รายและเสียชีวิตมากกว่า 100 ราย มีการบันทึกการระบาดเกือบทุกปีในบางส่วนของเอเชียตั้งแต่นั้นมา ส่วนใหญ่ในบังกลาเทศและอินเดีย 

ไวรัสเฮนดรา 

  • พบการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 ในเมืองเฮนดรา ชานเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลียซึ่งมีม้า 13 ตัวและครูฝึกเสียชีวิต 1 คน

ไวรัสโม่เจียง เฮนดรา และ นิปาห์ ผู้ติดเชื้อจะมีอัตราการตายสูงกว่า 40-70% เป็นไวรัสที่สายจีโนมเป็น "อาร์เอ็นเอ" เมื่อติดเชื้อจะทำให้เกิดไข้และอาการระบบทางเดินหายใจอักเสบรุนแรงและอาจนำไปสู่โรคปอดบวมถึงแก่ชีวิตได้ เช่นเดียวกับโควิด-19

ไวรัสแลงยา

  • พบมีการติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น มนุษย์ สุนัข แพะ และคาดว่า สัตว์รังโรคดั้งเดิมของมัน คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กคล้ายหนู มีปากยาวแหลม(shrews) ยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตเนื่องจากไวรัสแลงยา เป็นไวรัสอุบัติใหม่และยังไม่พบว่า ไวรัสแลงยาสามารถแพร่เชื้อติดต่อจากคนสู่คน

นักวิจัยเตือนว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไวรัสแลงยาแพร่ระบาดมาสู่ผู้คนและมันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ไวรัสตัวนี้ค่อนข้างใหม่ (สำหรับมนุษย์) ที่อาจก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพทั่วโลกและมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่ากังวลเช่นเดียวกับไวรัสโคโรนาที่มีการระบาดในมนุษย์ไปทั่วโลก

ดร.เอเรียล ไอแซกส์ และทีมวิจัยได้ค้นพบโครงสร้างของโปรตีนบนหนามของไวรัสที่เรียกว่า "ฟิวชันโปรตีน" หน้าที่ของฟิวชันโปรตีน คือ ทำหน้าที่เสมือนเป็นสะพานนำพาไวรัสแลงยาเข้าสู่เซลล์ โดยหลอมรวมผนังหุ้มของไวรัสเข้ากับเยื่อหุ้มเซลล์ของผู้ติดเชื้อ ทำให้ไวรัสสามารถเข้าไปภายในเซลล์และเริ่มการแบ่งตัวภายในเซลล์ติดเชื้อได้ 

ทีมวิจัยได้ศึกษาโครงสร้างฟิวชันโปรตีนในระดับอะตอมโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไครโอเจนิกของศูนย์จุลทรรศน์และการวิเคราะห์อนุภาคไวรัสของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

การเข้าใจโครงสร้างและวิธีการเข้าสู่เซลล์ของ "ไวรัสแลงยา" ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันและยาต้านไวรัสเพื่อการรักษาต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัสแลงยา ไวรัสโม่เจียง ไวรัสนิปาห์ และไวรัสเฮนดรา ในตระกูลของ Paramyxoviridae 

"ขณะนี้ยังไม่มีการรักษาหรือวัคซีนสำหรับไวรัสกลุ่มนี้และพวกมันมีศักยภาพสูงที่องค์การอนามัยโลกให้เฝ้าติดตามการระบาดในวงกว้าง"

ศาสตราจารย์ แดเนียล วัตเตอร์สัน (Daniel Watterson) นักวิจัยอาวุโสในโครงการ กล่าวว่า พวกเขาพบว่าโครงสร้างฟิวชันโปรตีนในส่วนหนามของไวรัสแลงยา เหมือนกับไวรัสโม่เจียง และคล้ายคลึงกับไวรัสเฮนดราและไวรัสนิปาห์แต่มีความแตกต่างกันในแง่ของแอนติเจนกับไวรัสเฮนดราและไวรัสนิปาห์ ทำให้วัคซีนที่พัฒนาต่อไวรัสแลงยาอาจไม่ครอบคลุมป้องกันการติดเชื้อไวรัสเฮนดรา และไวรัสนิปาห์ได้

"ไวรัสเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรงที่มีโอกาสที่จะควบคุมไม่ได้หากเราไม่เตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม" ดร.วัตเตอร์สัน กล่าว และว่า 

"เราได้เห็นว่า โลกไม่ได้เตรียมตัวอย่างไรสำหรับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น เราต้องเตรียมพร้อมมากกว่านี้สำหรับการระบาดครั้งต่อไปของโรคอุบัติใหม่" 

ในตอนนี้ทีมวิจัยเร่งศึกษาส่วนหนามเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาวัคซีนที่สามารถใช้ฉีดป้องกันไวรัสสายพันธุ์ย่อยได้ทั้งหมด (broad-spectrum vaccine) รวมทั้งการพัฒนายาต้านไวรัสเพื่อการรักษาโรคติดเชื้อไวรัส แลงยา, โม่เจียง, นิปาห์, และเฮนดราของตระกูล Paramyxoviridae

ไวรัสแลงยา

ตระกูล: Paramyxoviridae

สกุล: Henipavirus

การแพร่เชื้อ: สัมผัสกับสัตว์คล้ายหนูขนาดเล็ก (shew)

อาการ : อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอและอ่อนเพลีย

อัตราการเสียชีวิต: ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ไวรัสโม่เจียง

ตระกูล: Paramyxoviridae

สกุล: Henipavirus

การแพร่เชื้อ: สัมผัสกับค้างคาวในถ้ำ

อาการ: อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ และอ่อนเพลีย

อัตราการเสียชีวิต: 50%

ไวรัสเฮนดรา

ตระกูล: Paramyxoviridae

สกุล: Henipavirus

การแพร่เชื้อ: สัมผัสกับของเหลวจากม้าติดเชื้อ มีรังโรคอยู่ในค้างคาว

อาการ: มีไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เวียนศีรษะ

อัตราการเสียชีวิต: 60-75%

การระบาดครั้งแรกของไวรัสเฮนดราเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2537 ในเมืองเฮนดรา ชานเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลียซึ่งมีม้า 13 ตัวและครูฝึกเสียชีวิต 1 คน

ไวรัสนิปาห์

ตระกูล: Paramyxoviridae

สกุล: Henipavirus

การแพร่เชื้อ: สัมผัสกับของเหลวจากค้างคาวหรือหมูที่ติดเชื้อ

อาการ: มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน

อัตราการเสียชีวิต: 40-75%

การระบาดครั้งแรกของไวรัสนิปาห์เกิดขึ้นในมาเลเซียและสิงคโปร์ในปี 2542 ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเกือบ 300 รายและเสียชีวิตมากกว่า 100 ราย มีการบันทึกการระบาดเกือบทุกปีในบางส่วนของเอเชียตั้งแต่นั้นมา ส่วนใหญ่ในบังกลาเทศและอินเดีย

SARS-CoV-2 (โควิด-19)

วงตระกูล: Coronaviridae

สกุล: Betacoronavirus

การแพร่เชื้อ: ละอองทางการหายใจ, การสัมผัสใกล้ชิด

อาการ: มีไข้ ไอ หายใจถี่ สูญเสียการรับรสหรือได้กลิ่น

อัตราการเสียชีวิต: แตกต่างกันไปตามอายุและสภาวะสุขภาพพื้นฐาน แต่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% 

จากรายงานจากองค์การอนามัยโลก และกรมควบคุมโรค สหรัฐอเมริกามีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในเดือนธันวาคม 2562

ไวรัสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังส่วนอื่น ๆ ของจีนซึ่งนำไปสู่การแพร่ระบาดไปทั่วโลก (Pandemic) ตั้งแต่นั้นมาผู้คนนับล้านทั่วโลกเสียชีวิตจากโควิด-19 โดยมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดในสหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย และเม็กซิโก"

ที่มา Center for Medical Genomics