
วิกฤต กสทช.ประชุมบอร์ด "ล่ม" 3 รอบ "7 อรหันต์" งัดข้อกฏหมายไม่มีใครยอมใคร
บอร์ดล่ม 3 รอบใน 2 สัปดาห์ หลัง “มติสรรหาฯ” ชน “เก้าอี้ประธาน” ต่างฝ่ายงัดข้อกฎหมายและ ม.157 ขึ้นมาหักงัด แช่แข็ง 34 วาระเร่งด่วน ทิ้งต้นทุนความเสียหายแสนล้านให้ประชาชนแบกรับ
KEY
POINTS
- การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มติดต่อกัน 3 ครั้ง เนื่องจากกรรมการหลายคนวอล์คเอาท์ ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
- ชนวนเหตุหลักเกิดจากความขัดแย้งทางกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ซึ่งกรรมการฝ่ายค้านยืนยันว่าไม่สามารถร่วมประชุมหรือลงมติด้วยได้
- ภาวะชะงักงันของ กสทช. ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้วาระสำคัญ เช่น การจัดสรรคลื่นความถี่ 5G และการประมูลดาวเทียมต้องหยุดชะงัก
ภาพเหตุการณ์ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 24 /2569 (ต่อเนื่อง) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงรอยแผลเป็นเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด เมื่อ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินทางมาถึงหน้าห้องประชุมในเวลา 09.33 น. แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องประชุม กรรมการ กสทช. 3 ราย ได้แก่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ได้ตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุมทันที
เมื่อรวมกับกรรมการอีก 2 รายที่แจ้งลาประชุม (รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ แจ้งลากิจ และ นายต่อพงศ์ เสลานนท์ แจ้งลาป่วย) แม้จะมีกรรมการ 1 รายประชุมผ่านออนไลน์ (พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร) ก็ยังส่งผลให้องค์ประชุมไม่ครบตามระเบียบ ทำให้ ประธาน กสทช. ต้องสั่งงดการประชุมหลังรอครบ 30 นาที นับเป็นการประชุมล่มซ้ำซ้อนเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเพียง 2 สัปดาห์
ปูมชนวนเหตุ มติสรรหาฯ ชี้ขาดคุณสมบัติ กับ เก้าอี้ที่ไม่ยอมลุก
จุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้ เกิดจากผลสรุปมติ 4:0 ของคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. ลงคะแนนให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ส่งผลให้กลุ่มกรรมการ 3 ราย ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่า ไม่สามารถร่วมประชุมได้หรือลงมติใด ๆ ร่วมกับผู้ที่ขาดคุณสมบัติได้
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง และ รศ.ดร.ศุภัช ระบุตรงกันว่า การไม่เข้าร่วมประชุมไม่ใช่เรื่องการวอล์คเอาท์ประท้วง แต่เป็นการ "ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย" และ "เซฟตัวเอง" เพราะหากฝืนร่วมลงมติ ย่อมเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และอาจทำให้มติบอร์ดทั้งหมดที่ออกมากลายเป็น "มติเป็นพิษ" หรือ เป็นโมฆะในอนาคต ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงกว่าการงดประชุมในปัจจุบัน
ต่างฝ่ายต่างอ้างบรรทัดฐานและสิทธิ์
ความซับซ้อนของนิติสงครามครั้งนี้ อยู่ที่คู่ขัดแย้งต่างถือไพ่กฎหมายและแนวทางปฏิบัติคนละใบ ฝั่ง 3 กรรมการ (อ้างบรรทัดฐานปฏิบัติในอดีต) ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยกตัวอย่างข้อเท็จจริงในอดีตเพื่อโต้แย้งข้ออ้างเรื่อง ม.157 ของ ประธาน กสทช. โดยชี้ว่า กรณี น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเมื่อมีคำพิพากษา ก็ไม่ได้มีความผิดตาม ม.157 และองค์กรก็เดินหน้าต่อได้
นอกจากนี้ หากประธานไม่ปฏิบัติหน้าที่ ที่ประชุมก็เคยเลือกกรรมการท่านอื่นทำหน้าที่แทน เช่น กรณี ศุภัช ทำหน้าที่แทนช่วงผ่าตัด หรือ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ทำหน้าที่แทนในการพิจารณาดีล AIS ควบรวม 3BB หรือแม้กระทั่งการมอบหมายให้กรรมการท่านอื่นลงนามในประกาศแทนประธาน (สมัย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี) ซึ่งศาลปกครองเคยมีคำตัดสินรับรองแล้วว่าสามารถทำได้หากเป็นมติของบอร์ด
ขณะที่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ และ รศ.ดร.ศุภัช ย้ำว่า พยายามเสนอให้จัดประชุม 7 กรรมการ เพื่อหารือและลงมติข้อยุติร่วมกัน แต่ประธานปฏิเสธ พร้อมเรียกร้องไปยัง นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 5 ให้ส่งสัญญาณหรือวินิจฉัยเพื่อปลดล็อกทางตัน
ต้นทุนแสนล้านที่ประชาชนต้องจ่าย
ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน "เวลาที่เสียไป" คือต้นทุนที่แพงที่สุด สภาวะอัมพาตของ กสทช. ที่ทำให้วาระการพิจารณาเร่งด่วนถึง 34 วาระต้องถูกแช่แข็ง กำลังส่งผลกระทบสะเทือนต่อ Digital Economy ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โครงข่าย 5G/6G & ดาวเทียม ผลเสียหายนั้นก็คือ การแช่แข็งวาระจัดสรรคลื่นความถี่ชุดใหม่และการประมูลวงโคจรดาวเทียม ทำให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมชะลอการลงทุนงบประมาณ (Capex) ระดับหลายหมื่นล้านบาท
อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ผลเสียหาย คือ ผู้ประกอบการที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของใบอนุญาต ขาดความชัดเจนด้านนโยบายและแผนแม่บท กระทบต่อการวางแผนลงทุนและการจ้างงาน
ทางออกก่อนสำนักงาน กสทช.พังพินาศ
ศึกอำนาจชนอำนาจทางกฎหมายใน กสทช. ไม่สามารถปล่อยให้คาราคาซังได้อีกต่อไป ทางออกที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว นั้นก็คือ ฝ่ายบริหาร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 5 ต้องแสดงบทบาทนำในการวินิจฉัย หรือ ส่งเรื่องให้หน่วยงานชี้ขาดเพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจน
"เรื่องการประชุมบอร์ด กสทช. ก็เป็นเรื่องของ กสทช. ส่วนตนจะดำเนินการตามกฎหมายทุกอย่าง" นั้นคือคำให้สัมภาษณ์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่ฝ่ายกระบวนการยุติธรรม ศาลปกครอง ต้องพิจารณาคำร้องอย่างเร่งด่วนเพื่อกำหนดสถานะของ ประธาน กสทช. ให้มีผลในทางปฏิบัติ
การประนีประนอมในการประชุมนัดถัดไปในสัปดาห์หน้าในวันอังคารที่ 11, 13, 19 และ 20 ส.ค. 2569 มีระเบียบวาระจำนวนมากที่มีความเร่งด่วนที่ กสทช. จำเป็นต้องพิจารณา จำนวน 44 วาระ และบางวาระเป็นเรื่องที่มีกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จากจำนวนวาระที่เสนอบรรจุในการประชุมครั้งนี้ทั้งหมดจำนวน 99 วาระบอร์ด กสทช. อาจพิจารณาใช้วิธีการสงวนสิทธิ หรือการงดออกเสียงเฉพาะวาระตามที่ประธานเปิดช่องไว้ เพื่อระบายวาระเร่งด่วน
แต่เบื้องต้นมีกระแสข่าวออกมาว่า ประชุมบอร์ด ในวันที่ 11 สิงหาคม "ล่ม" เป็นรอบที่ 4
หากทุกฝ่ายยังคงยึดติดกับมุมมองกฎหมายของตนเองโดยไม่ถอยคนละก้าว สุญญากาศทางการบริหารครั้งนี้ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องดราม่าในองค์กรอิสระ แต่จะเป็น "วิกฤตชาติ" ที่ผลักภาระความเสียหายระดับแสนล้านบาทไปให้ประชาชนและเศรษฐกิจไทยต้องแบกรับ.







