thansettakij
thansettakij
งานชุธาตุ ขึ้นธาตุ

งานชุธาตุ ขึ้นธาตุ

"งานชุธาตุ ขึ้นธาตุ" ประเพณีแสวงบุญโบราณ จากศรัทธาสู่พลังเศรษฐกิจวัฒนธรรม คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • พระบรมธาตุหรือเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวพุทธ มีความสำคัญทั้งในด้านศาสนา จิตวิญญาณ และเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน รวมถึงเป็นจุดหมายในการแสวงบุญ
  • ประเพณี "ขึ้นธาตุ" หรือ "ชุธาตุ" ของชาวล้านนาเป็นการเดินทางไปสักการะพระธาตุ โดยผสมผสานความศรัทธา ความเชื่อเรื่องพระธาตุประจำปีเกิด และกิจกรรมทางศาสนาที่ช่วยสร้างความสามัคคีและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • พระธาตุในวัฒนธรรมล้านนามีคุณค่าทั้งด้านความเชื่อ ประเพณี และภูมิสถาปัตยกรรม โดยมีพิธีกรรม เช่น การสรงน้ำพระธาตุ การเวียนเทียน และการสวดเบิก ซึ่งช่วยสืบทอดศรัทธา เสริมกำลังใจ และรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน

คำว่าธาตุในที่นี้ก็หมายถึงว่า พระบรมธาตุหรือเจดีย์ ซึ่งมีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ส่วนคำว่าพระบรมสารีริกธาตุนั้น คำว่าสารีริกะนี้ก็คือคำว่า สรีระซึ่งก็แปลว่าร่างกายนั่นเอง

ในขณะที่พระบรมก็คือเป็นคำยกย่องเพราะพระพุทธองค์นั้นท่านมีสถานอันสูง เป็นคำราชาศัพท์เชิงราชาศัพท์มาขยาย เจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงเป็นที่เคารพบูชาของชาวพุทธทุกฝ่ายโดยในทางวิชาการนั้นเจดีย์ทุกอย่างเป็นสถูป แต่สถูปทุกอย่างอาจจะไม่ใช่เจดีย์ เพราะคำว่าเจดีย์ในทางวิชาการมีนิยามความหมายที่ลึกไปมาก ซึ่งจะประกอบด้วย อุเทสิกะเจดีย์ ฯลฯ จะขออนุญาตไม่ได้นำมากล่าวถึงในที่นี้

ท่านบรรณาธิการบริหารมีนโยบายว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาจช่วยเป็นแนวทางในการส่งเสริมผลักดันมูลค่าทางเศรษฐกิจในจังหวะที่บ้านเมืองมีความซบเซาอย่างนี้ได้บ้างจึงขอให้ทางคอลัมน์ช่วยดำเนินการ ก็ทำให้นึกถึงว่าในอดีตนั้นทางฝ่ายเมืองเหนือมีประเพณีที่เรียกกันว่าขึ้นธาตุ ชุธาตุ ที่สนุกสนาน และอิ่มใจอิ่มบุญ

คำว่าขึ้นธาตุนั้น นัยยะหนึ่งก็หมายความว่าพระบรมธาตุต่างๆที่เป็นรูปลักษณะเจดีย์ที่เป็นพระบรมธาตุขนาดใหญ่ของเมืองเช่นพระ(บรม)ธาตุดอยสุเทพ, พระ(บรม)ธาตุช่อแฮ, พระ(บรม)ธาตุแช่แห้งต่างๆอย่างนี้ จะอยู่บนที่สูงหรืออยู่บนจอมเวลาจะไปไหว้ไปสักการะต้องเดินทาง-ขึ้น-ไปเพื่อไปไหว้สาสักการะ

ซึ่งขบวนการขึ้นธาตุในอดีตนั้นเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดลึกซึ้งและไม่ใช่ว่าจะขึ้นไปสักการะกันได้ง่ายๆ ความลำบากระยะทาง การขาดแคลนพาหนะที่ใช้ในการเดินทางก็มีไม่น้อยเมื่อถึงคราวเดือนที่ว่างจากการทำไร่ไถนาแล้วพี่น้องชาวเหนือในชุมชนที่ห่างไกลนัดหมายพากันไปขึ้นธาตุ โดยอาจจะมีหัวหน้าคณะ เป็นภิกษุผู้ใหญ่ในพื้นที่เป็นผู้นำไป ข้าวของเครื่องใช้จะนำไปถวายบูชาพระธาตุก็เตรียมไปในโอกาสนี้ ชาวคณะที่ไปด้วยก็เรียกกันว่าเป็นการเดินทางอย่างชนิดว่าจะจาริกแสวงบุญกันจริงๆเพราะจะต้องเตรียมการทั้งเสบียงอาหารภาชนะสำรับเสื้อผ้าอุปกรณ์ต่างๆพร้อมพร้อมกันกับของที่จะไปทำบุญ

โดยจะต้องพักค้างแรมกลางทางตามที่ต่างๆเมื่อไปถึงแล้วทางพระบรมธาตุซึ่งมักเป็นอารามใหญ่อารามหลวงก็จะการต้อนรับมีงานรื่นเริงต่างๆเตรียมไว้ให้ผู้จาริกแสวงบุญได้ชื่นใจและคลายความเหนื่อยล้า ทำให้นึกถึงว่าหากว่า ได้มีการรื้อฟื้นเรื่องการเดินทางชนิดเช่นนี้ขึ้นมาได้ก็ จะนำไปให้เกิดการเคลื่อนไหวในทางเศรษฐกิจ ได้ไม่มากก็น้อยการขึ้นธาตุนี้บางทีเขาใช้คำว่า ชุธาตุ คำว่า ชุ ในที่นี้เป็นคนละคำกับคำว่าสาธุ คนเมืองเหนือ ออกเสียงว่าจุ๊ธาตุ

ซึ่งน่าจะเหมาะกว่าถ้าบอกว่าคำว่าชุ ควรมาจากคำว่าอัญชุลี หรือกิริยาประคองสองมือขึ้นไหว้สาบูชาพระธาตุ ในหลายความเชื่อของทางเมืองเหนือนั้นกล่าวกันว่าดวงจิตของคนก่อนที่จะมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา จะต้องสถิตรวมกันเพื่อพักรอที่พระธาตุประจำปีเกิดเช่นผู้ที่เกิดปีหนูต้องไปรอกันที่บริเวณพระธาตุจอมทอง ผู้ที่เกิดปีเสือต้องไปรอกันที่ พระธาตุช่อแฮ เป็นต้น ดังนี้แล้วเมื่อได้ถือกำเนิดเกิดเป็นคนเมื่อมีโอกาสมีทุนทรัพย์ค่าใช้จ่ายเดินทางตามเหมาะสมก็สมควรแล้วที่จะต้องแวะไปชุไปไหว้พระธาตุประจำปีเกิดในจุดที่ตนเคยสถิตพักรออยู่เป็นบุญกิริยาอันเป็นมงคลชีวิต

งานชุธาตุ ขึ้นธาตุ

เมืองเหนือเรียกชื่อปีนักกษัตริย์ไม่เหมือนภาคกลางยกตัวอย่าง เช่น ปียี คือ ปีขาล ปีสะง้า คือ ปีม้ามะเมีย ส่วนปีกุนที่แปลว่าปีหมูของภาคกลางนั้น เขาก็กุนเหมือนกันแต่ใช้ ญ. หญิงเพื่อบอกว่าเป็นปีกุญชรหรือว่าปีช้าง

อย่างไรก็ดีในขณะที่พระธาตุประจำปีเกิดนั้นเป็นพระบรมธาตุที่มีขนาดใหญ่หลายแห่งได้รับยกย่องเป็นชั้นมหาวิหารหรือวรมหาวิหาร ในมุมมองของทางฝ่ายชาวบ้านผู้คนธรรมดาซึ่งเปี่ยมน้ำใสใจบุญอยู่ในละแวกล้านนามีความนับถือกันว่าพระธาตุขนาดใหญ่นั้นเป็นของบ้านของเมืองฝ่ายรัฐเป็นผู้ดูแล แต่พระธาตุในบ้านหรือในชุมชนขนาดเล็กเป็นหน้าที่ดูแลของชาวบ้านกันเอง ค่าใช้จ่ายการทำนุบำรุง การบำรุงรักษาเมนเทนแนนท์ต่างๆคนในชุมชนดำเนินการเรียกกันว่าคณะศรัทธา_สัทธา

พระธาตุขนาดเล็กประจำชุมชนนี้ประเด็นเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆก็ต้องมีไม่น้อยหากเราเชื่อกันว่าพระบรมธาตุทุกชนิดจำเป็นจะต้องมีเทวดาเป็นผู้รักษาและเทวดานั้นๆเป็น

ผู้คอยช่วยพิจารณาอำนวยพร ให้กับผู้ที่ยังติดข้องอยู่ในวัฏสงสารยามมีทุกข์หรือมีปัญหาชีวิตว่าในทางลึกลับท่านอาจจะพอสนับสนุนหรือไขปัญหานั้นได้อย่างไรบ้าง

จริงอยู่ว่าในทางข้อพระธรรมไม่ได้กล่าวถึงในเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องแต่เพียงว่าเจดีย์นั้นเป็นที่เก็บรักษาหลักฐานของผู้ที่ท่านประสบความสำเร็จในการขัดเกลาตนเองจนสามารถหลุดพ้นจากภาวะเหนี่ยวรั้งของโลกย์ หรือวัฏสังสารได้ แต่อย่างไรก็ดีในวิถีชีวิตของปุถุชนผู้ซึ่งยังติดข้องมีทุกข์มีปัญหาอยู่ในชีวิตประจำวัน

การกราบไหว้พระบรมธาตุแล้วขอพึ่งพาเทพดาผู้รักษาในกิจการต่างๆก็เป็นความหวังที่เรืองรองและก็อาจจะได้ผลจริงอยู่บ้างอันเป็นที่รู้กันมานานเรื่องการไปไหว้พระแล้วขอพร

ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการสร้างกำลังในใจแห่งตน ความรู้สึกในการได้พบกับพระธาตุซึ่งสุกสว่างกลางหาวอยู่ในสถานที่อันเป็นสัปปายะ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเต็มตื้นที่แปลกประหลาด อาจเปรียบเสมือนว่า ถ้าคนเราจำเป็นจะต้องเดินทางฝ่าความมืดมนในชีวิต ความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นย่อมทำให้เกิดจินตนาการที่คอยจะทำร้ายกำลังใจของตนให้หมดไปอยู่เสมอจนแทบจะร้องไห้ (ประสาทกิน)

แต่แล้วความกลัวเหล่านั้นก็ได้ค่อยจางหายลงเมื่อสายตาไปกระทบเข้ากับแสงไฟที่แม้จะเห็นอยู่ไกล ๆเพียงริบหรี่ กำลังใจก็เริ่มที่จะกลับมีขึ้นมาทันที ฉันใด ก็คล้ายกับเมื่อจำเป็นต้องเดินทางรอนแรมไปในป่าแห่งชีวิต ฝ่าเส้นทางอันตรายงันเงียบวังเวงโดดเดี่ยวและกันดารกลัวทั้งสัตว์ทั้งผี แต่พลันเมื่อมองเห็นเข้ากับยอดของพระธาตุสุกสว่างความอุ่นใจก็เริ่มจะมีมาถึง เรียกได้ว่าพบที่พึ่งทางใจ ก็จะเริ่มรู้สึกปลอดภัย อบอุ่นใจอย่างประหลาด ฉันนั้น

นอกจากนี้หากพิจารณาในเชิงผังเมือง เจดีย์พระธาตุก็คล้ายกับหมุดหมายหรือแลนด์มาร์ค ซึ่งจะต้องมีชุมชนผู้คนอยู่ใกล้ อันเป็นเครื่องรับประกันว่า ณ บริเวณแห่งนั้นตามหาความสะดวกสบายได้ในระดับหนึ่งโดยเฉพาะในเรื่องที่พักและเรื่องอาหาร สำหรับนักเดินทางทั่วไป ส่วนนักเดินทางทางจิตอาจกล่าวได้ว่า แท้แล้วพระธาตุยังเป็นแหล่งบุญแหล่งกุศลที่ใครใครก็พากันมาส่งมอบเอาไว้ให้เกิดเป็นกองบุญกองกุศลนับเนื่องมีกำลังมหาศาล และมีปรากฏการณ์เหนือวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นอยู่มาก น่าเข้าไปซึมซับสัมผัส

ข้างพระธาตุขนาดเล็กต่างๆไม่ใช่ไม่มีปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ ทางเมืองเหนือผู้คนมักเห็นแสงที่ลอยจากยอดเจดีย์ไปสู่อีกเจดีย์หนึ่งสุกใสแวววาวเรียกกันว่าพระธาตุเสด็จไปเยี่ยมกันกรณีลูกแก้วที่สุกใสอย่างนี้ถ้าจะพูดกันในอย่างเรื่องลึกลับก็ต้องยกกรณีของครูบาอินถาที่วัดยั้งเมิน บนดอยสะเมิง ในเชียงใหม่ ครูบาเป็นพระใหญ่ฝ่ายนั้นท่านสูบบุหรี่ขี้โยมวน โตมีอิทธิคุณเข้มขลัง วันหนึ่ง กล้องวงจรปิดในวัดจับภาพลูกแก้วขนาดพอสมควร ลอยกระทำทักษิณาวัตร วนอยู่ในวิหารรอบพระประธานได้สามรอบแล้วจางหายไปตรงกับเวลาที่ครูบาถึงแก่มรณภาพในกุฎิอาจเป็นระยะที่เชื่อมโยงได้ว่า ความเป็นแก้วเป็นแสงของบุคคลผู้สำเร็จมรรคผลบางประการแสดงภาพออกมาได้เช่นนี้ก็เป็นไปได้

ที่ลำพูนมีพระธาตุเสด็จที่ อำเภอลี้ จะต้องสร้างเจดีย์ทั้งพระธาตุห้าดวง และพระธาตุดวงเดียว ซึ่งทั้งสองแห่งสร้างเจดีย์สวยงาม rustic มาก แม้จะมีขนาดเล็กและย่อมลงไปกว่าพระธาตุขนาดใหญ่อย่างพระธาตุลำปางหลวงซึ่งเป็นของใหญ่สำคัญคู่เมืองแต่ก็ไม่ใช่ไม่ควรแวะไปเยี่ยมหาสักการะ

งานชุธาตุ ขึ้นธาตุ

พ่อครูศรีเลา เกษพรหม ปราชญ์ล้านนา เคยบันทึกไว้ว่า “..เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ สมัยนั้นในหมู่บ้านของผู้เขียนไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ผู้เขียนเป็นสามเณรในตอนกลางคืนของฤดูร้อน พวกพระหน้อยและขะโยมหลังจากที่เลิกการสวดการเรียนไหนที่คนนอนไม่หลับจะมารวมตัวกันอยู่ที่กองทรายกลางลานวัด แล้วนอนคุยกัน ที่พวกเรานอนห่างจากเจดีย์เก่าที่มีอายุหลายร้อยปีประมาณ ๕๐ เมตร เมื่อถึงเวลาดึกผู้เขียนได้เห็นแสงสว่างสีเขียวลอยออกจากองค์เจดีย์ ออกทางด้านทิศตะวันตกลอยผ่านต้นจามจรี ความสว่างของแสงนั้น สามารถมองเห็นใบไม้เป็นสีเขียวตามแสงนั้น เมื่อผู้เขียนยกมือชี้ให้เพื่อนดูแสงนั้นก็พลันดับไป พอบอกเรื่องนี้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ฟังท่านบอกว่าพระธาตุดวงนี้ออกไปเยี่ยมพระธาตุดอยสุเทพ”

ส่วนบริเวณยอดของพระธาตุต่างๆทางเมืองเหนือนิยมนำลูกแก้วใสใสขนาดเล็กใหญ่แขวนติดไว้ผู้เฒ่าผู้ใหญ่ให้ความเห็นว่าเป็นแก้วสารพัดนึก ทั้งนี้ตามตำนานของทางฝ่ายล้านนาเชื่อกันว่าพระบรมธาตุที่เก่าแก่มากๆเป็นยุคแรกแรกๆ ของแผ่นดิน ก็คือพระบรมธาตุที่ดอยตุงเนื่องจากในครั้งนั้นพระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระบรมธาตุเก้าองค์มาให้พระเจ้าโยนกนาคพันธุ์เมืองเชียงแสน ผ่านพระธรรมทูตชื่อพระธรรมรักขิต พระเจ้าโยนกนำมาถวายพระราชบิดาซึ่งครองเมืองเชียงรายซึ่งในเวลานั้นเรียกกันว่าเมืองชัยนารายณ์แล้วท่านก็นำไปสร้างพระบรมธาตุดอยตุงซึ่งเดิมทีแถวนั้นเรียกดอยดินแดงโดยทำสัญลักษณ์ให้เป็นที่หมายโดยการทำธงรูปตะขาบยาวหนึ่งพันวาและธงทางเหนือนี้เรียกกันว่าตุงโดยเป็นธงแบบ Vertical หมายความว่าเป็นแนวดิ่งต่างกับธงทั่วไปที่เป็นธงแนวนอน

เวลานี้ทราบข่าวกันในหมู่ผู้สนใจเรื่องลึกลับว่าได้มีการค้นพบรอยพระพุทธบาทประทับอยู่ที่บริเวณพระบรมธาตุดอยตุงฝั่งที่เป็นป่าและพระพุทธรูปที่เป็นศิลปะคันธาระที่นี่ ซึ่งแสดงรูปร่างแบบมนุษย์นั้นมีพระพักตร์ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้าสมณโคดม พระองค์จริงมากที่สุด

ทีนี้ว่าผู้ที่เป็นพระอรหันต์ นั้นบางคราวเรียกกันว่าพระพุทธอนุพุทธะ ก็คือเป็นผู้ที่ เข้าสู่พุทธภาวะในภายหลังจากพระพุทธเจ้าท่านเหล่านี้ก็มีสารีริกะเป็นพระธาตุเหมือนกัน (แต่ถ้าให้ลึกลับไปกว่านั้นบางท่านอธิษฐานไม่ให้เป็นพระธาตุก็มี ดังนั้นจะเอาอะไรแน่นอนคงไม่ได้เพราะว่าหลักปรัชญาบางทีก็อยู่เหนือหลักตรรกะทั่วๆไป) เอาเป็นว่าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระอนุพุทธเจ้าท่านก็ประสบความสำเร็จในการตัดภาวะกิเลสโลภโมโทสันออกได้หมดสมควรแก่การสรรเสริญกราบไหว้

พ่อครู ก็เคยกล่าวว่า “...พระธาตุเป็นมวลสารที่เกาะตัวเข้ารวมกันมีความเบาเป็นพิเศษ ลอยน้ำได้และอาจจมน้ำแล้วลอยขึ้นมาได้มีรูปทรงและสีต่างๆกันไป โดยสามารถระบุถึงต้นตอของพระธาตุนั้น ดังตัวอย่างเช่น พระบรมธาตุ สัณฐานดังเม็ดถั่วแตกอย่างหนึ่ง ข้าวสารอย่างหนึ่ง เมล็ดพันธุ์ผักกาดอย่างหนึ่ง มีพรรณดังสีทองอุไร สีแก้วผลึกหรือแก้วมุกดา สีทองอุไรนั้น บางทีจะมีรูทะลุตลอดเส้นผมลอดได้..ถ้าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า จะมีลักษณะกลมเกลี้ยงมีขนาดเท่าเม็ดพุทราและสัณฐานเหมือนเมล็ดข้าวสารหัก ถ้าเป็นพระธาตุของพระสาวกจะมีลักษณะไม่กลมเกลี้ยง เป็นรูป ๔ เหลี่ยมบ้าง แบนบ้างและมีจำนวนมาก”

ในส่วนของงานภูมิสถาปัตย์ การที่เจดีย์พระธาตุใหญ่โตเห็นได้ชัดเจนจากที่ไกล อีกทั้งพระธาตุบางองค์ก็ตั้งอยู่บนทำเลแห่งยอดเขาและภูดอยก็ยิ่งเสริมสร้างภาพให้พระธาตุมีความโดดเด่นชัดเจนเป็นที่เจริญศรัทธาแก่ผู้ทำการบูชามาก ดังนั้นพระธาตุตามนัยนี้จึงมีฐานะเป็นหมุดหมายแห่งบุญกุศลบนพื้นที่ทางกายภาพที่ส่งเสริมจิตวิญญาณให้เกิดความสุขสงบเย็นและอบอุ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือพระธาตุในวัฒนธรรมล้านนายังมีฐานะทางวัตถุที่เหมือนกับมนุษย์ซึ่งต้องมีอาชีพเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต พระธาตุก็เช่นกันที่มีทรัพย์สิน ที่ดิน และคนรับใช้ ส่วนตัวพระธาตุเองก็มีฐานะเหมือนกับคนที่ยังดำรงชีวิตอยู่ในฐานะแห่งกษัตริย์ที่ต้องมีเครื่องอุปโภคบริโภคพร้อมมูลดังพบในบันทึกที่กล่าวว่า “มีมหาอัฐบริขารเครื่องพร้อมแล เครื่องแห่ราชาคือพัดค้าว ๑ จามร ๑ บังวัน๑...ให้ข้าพระธาตุปันเวรกันเฝ้ากลางวัน ๕ คน กลางคืน ๕ คน...ให้อยู่รักษาเฝ้าแหน...ให้แห่พระธาตุเจ้าไปฉันเข้าที่แท่นแก้ว...”

นอกจากนี้ ประเพณีสรงน้ำพระธาตุในเดือนแปด (ล้านนา) ล้วนน่าสนใจไปร่วมเพราะเป็นวันที่หลายสิบหมู่บ้านมุ่งหน้ามาสรงน้ำพระธาตุองค์เดียวกัน...มีทั้งที่สรงโดยตรงที่ตัวพระบรมสารีริกธาตุ และสรงโดยอ้อมที่เจดีย์ มักถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดงานของชุมชนล้านนาวันหนึ่งตามปฏิทินของหมู่บ้านซึ่งไม่เกี่ยวกันกับการหยุดงานในปฏิทินของราชการ การสรงหรือการทำความสะอาดโดยเคารพด้วยเครื่องบูชาของหอม เช่นการเจือน้ำหอม และดอกไม้ลงในน้ำสรง พร้อมไปกับการทำความสะอาดด้วยการใส่ขมิ้น ส้มป่อย ซึ่งเป็นธรรมเนียมเดียวกันกับการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ในประเพณีสงกรานต์ของชาวล้านนา สังเกตได้ว่าธรรมเนียมการสรงน้ำพระธาตุนั้นเป็นการสรงแล้วสรงอีกจนอาจถือได้ว่าเป็นหนึ่งในธรรมเนียมการทำความเคารพต่อพระธาตุประการหนึ่ง

การสรงน้ำพระธาตุจอมทองในปัจจุบัน เป็นการสรงโดยตรง การสรงน้ำพระธาตุภายนอกในส่วนของตัวสถาปัตยกรรมทรงเจดีย์ เช่นการสรงพระธาตุหริภุญไชย ภาพนี้เชิญมาคือ รางสำหรับสรงน้ำที่พระธาตุหริภุญไชย ปราชญ์บางท่านแนะเรื่องการอธิษฐานจิตยามสรงน้ำ

พระธาตุเอาไว้เป็นคำกลอน

“ข้าพระเจ้าปรุงน้ำส้มป่อยวิเศษ เจตนาจักชำระอกุศลธาตุ อันอาจประกอบด้วย ฝุ่นผง ลงจากพระบรมธาตุเจ้า หริลำภุญไชยโดยอาศัยรางไม้พญากิเลนนาคา ขอบารมีธรรมแห่งพระธาตุเจ้า จงเปนปัจจัยช่วยชำระให้อกุศลธาตุและอกุศลธรรมออกจากขันธ์ ๕ ของข้าพระเจ้าและทิศทั้ง ๖ ของข้าพเจ้าเทอญ พุทธัง วันทามิ ธัมมัง วันทามิ สังฆัง วันทามิจุดเทียนหมายตัวข้าพระเจ้าจุดแล้ว กรวยดอกไม้สวยดอกมิ่งคันธมาลา ข้าพระเจ้านบพระเล่นไฟ ถวายแด่องค์สำเร็จพระชินสีห์ ขอให้กุศลนี้ดลให้สิ้นทุกข์ อยู่เปนสุขสันต์ นิราศภัยอันตรายบีฑาฯ”

งานชุธาตุ ขึ้นธาตุ

งานขึ้นธาตุในสมัยก่อนเขาจะมีการ สวดเบิก ที่จะสวดถึงรุ่งเข้ามี การเดินประทักษิณ หรือ “ผัดตะสิน” รอบองค์พระธาตุเจดีย์ โดยเริ่มจากพระสงฆ์ ของแต่ละหมู่บ้านจะไปรวมตัวกันที่พระธาตุองค์ใดองค์หนึ่งที่นัดหมายกันในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ตอนเย็นจะมีการสวดมนต์ไหว้ พระ แล้วพระสงฆ์ก็จะนำประชาชนเดินเวียนขวารอบองค์พระธาตุเจดีย์ ๓ รอบจนเสร็จพิธีด้วยการนำดอกไม้ธูปเทียนไปปักไปวางไว้ที่องค์พระธาตุเจดีย์ ต่อไปก็จะเป็นการสวดพระสูตรต่างๆอย่างเต็มจนถึงตอนดึกจะเป็นการสวดเบิก เป็นการกล่าวถึงช่วงเวลาแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าซึ่งแบ่งเป็นสี่วาระประกอบด้วย ปฐมวาร ทุติยวาร วิปัสนาภูมิ พระมาลา และให้พรเมื่อสวดเสร็จก็ถึงยามสุดท้ายใกล้รุ่งซึ่งเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เมื่อนั้นก็จะมีการทำพิธีเปิดพระเนตรพระพุทธรูปที่หล่อใหม่ หากมีการสมโภชพระพุทธรูปด้วย

ก็อาจจะมีการแสดงต่างๆให้ได้คลายความง่วงและเมื่อยขบบ้าง เช่น การมีวงป๊าดเมืองบรรเลง (ปี่พาทย์พื้นเมือง) ซึ่งมีเสียงสดใสบรรเลงคั่นกับพิธีการทางศาสนา ก็จะพบว่ามักจะมีผู้เบิกบานกับสุรามาแล้ว มารำฟ้อนหน้าวงอยู่เสมอ เป็นที่รื่นเริงใจแก่ผู้ได้พบเห็นด้วย หรือไม่ก็มีการจุดกระบอกไฟ

การจุดโคมลอยซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆทุกคนที่ตามผู้ปกครองไปวัด เป็นความม่วนอกม่วนใจ จากการได้พบปะสังสรรค์กันพร้อมหน้าในบรรยากาศที่หาที่ไหนมิได้

งานชุธาตุ ขึ้นธาตุ