thansettakij
thansettakij
เปิดแนวทางรักษา ป้องกันติดเชื้อ "ฝีดาษลิง" หลังไทยพบผู้ป่วยรายที่3

เปิดแนวทางรักษา ป้องกันติดเชื้อ "ฝีดาษลิง" หลังไทยพบผู้ป่วยรายที่3

03 ส.ค. 65 | 17:05 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ส.ค. 65 | 10:27 น.

กรมการแพทย์ เปิดแนวทาง การวินิจฉย การรักษา เเละการป้องกันติดเชื้อ "ฝีดาษลิง" หลังประเทศไทยพบผู้ป่วยรายที่3

 “ฝีดาษลิง” ในประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันรายที่ 3 เป็นชาย อายุ 25 ปี สัญชาติเยอรมนี เดินทางเข้าไทยเมื่อวันที่ 18 ก.ค.65 ที่ จ.ภูเก็ต ผลการสอบสวนโรคเบื้องต้นเชื่อว่าติดเชื้อก่อนเดินทางเข้ามาประเทศไทย อยู่ระหว่างการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด

 

 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิง ทางองค์การเภสัชกรรมกำลังประสานติดต่อคาดว่าไม่เกินเดือนนี้ ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ยังไม่มีประวัติติดเชื้อแต่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรค เช่น บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ 2.มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยฝีดาษลิง แต่ไม่เกิน 14 วันหลังจากสัมผัสครั้งสุดท้าย 

กรมการแพทย์ ประกาศแนวทางปฏิบัติการวินิจฉัย การดูแลรักษาและการป้องกันการติดเชื้อโรค ‘ฝีดาษลิง’ ฉบับล่าสุด ประกาศวันที่ 31 ก.ค. 2565  มีสาระสำคัญดังนี้

 

โรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่อาการไม่รุนแรง

  • หายเองได้ แต่จะมีอาการรุนแรงได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและเด็กเล็กโดยมีอัตราการตายต่ำกว่าร้อยละ 5 โดยระยะเวลามีอาการของโรคประมาณ 2-4 สัปดาห์
  • โรคนี้เพิ่งมีรายงานในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ดังนั้น จึงจําเป็นต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาเป็นผู้ป่วยในทุกราย ซึ่งระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 7-21 วัน

 

 

ผู้ป่วยต้องสงสัยเข้าข่ายติดเชื้อฝีดาษลิง

 

1. ไข้ (อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส) หรือ ให้ประวัติมีไข้ร่วมกับอาการอย่างน้อย 1 อย่างต่อไปนี้ ได้แก่ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองบวมโต

 

2. มีผื่นหรือตุ่มที่ผิวหนัง หรือเคยมีผื่นหรือตุ่มกระจายตามใบหน้า ศีรษะ ลําตัว อวัยวะเพศและรอบทวารหนัก แขน ขา หรือฝ่ามือฝ่าเท้า เป็นผื่นหรือตุ่มลักษณะเป็นตุ่มนูน ตุ่มน้ำใส ตุ่มหนอง หรือตุ่มตกสะเก็ด โดยเป็นผื่นระยะเดียวกันพร้อมกันทั้งตัว หรือ เป็นผื่นที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาปกติ

 

3.มีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา ภายในเวลา 21 วันที่ผ่านมา 1 ข้อ ดังต่อไปนี้

  • มีประวัติการสัมผัสที่ทําให้แพทย์วินิจฉัยสงสัยโรคฝีดาษวานร
  • มีประวัติเดินทางจากต่างประเทศ / เข้าร่วมงานหรือกิจกรรมที่เคยมีการรายงานผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร หรือมีอาชีพที่ต้องสัมผัสคลุกคลีกับผู้เดินทางจากต่างประเทศ
  • มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่นําเข้ามาจากถิ่นระบาด เช่น ทวีปแอฟริกา

 

ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ ฝีดาษลิง คือ ผู้ป่วยสงสัยที่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันอย่างน้อย 2 ห้องปฏิบัติการ จากเทคนิคการตรวจข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

  • พบสารพันธุกรรม monkeypox virus (MPXV) ด้วยวิธี Real-time PCR จําเพาะต่อ MPXV
  • พบสารพันธุกรรม monkeypox virus (MPXV) ด้วยวิธี DNA sequencing เพื่อหายีนที่จําเพาะต่อ MPXV
  • พบเชื้อ monkeypox virus (MPXV) ด้วยวิธีเพาะเชื้อไวรัส

 

ผู้ป่วยยืนยัน จะมีการพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อจําแนกว่าเป็นผู้ป่วยนําเข้า หรือ ผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศ โดยพิจารณาตามนิยามผู้ป่วยนําเข้า

 

การรักษา

  • จะรักษาตามอาการ เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการของผู้ป่วย เช่น ลดไข้ ลดอาการไม่สบายจากตุ่มหนอง
  • ดูแลไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การรักษาจำเพาะ ยาต้านไวรัสจำเพาะเป็นยาที่ใช้ในการรักษาอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ
  • ยาที่มีรายงานให้รายผู้ป่วยที่อาการรุนแรง คือ tecovirimat (TPOXX)

 

ผู้ป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อโรครุนแรง 

  • กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี , มะเร็งเม็ดเลือด ได้แก่ leukemia, lymphoma, โรคมะเร็งอวัยวะต่างๆ , ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ , ผู้ได้รับการรักษาด้วย alkylating agents, antimetabolites, radiation, tumor necrosis factor inhibitors , high-dose corticosteroids , ผู้ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกมาภายใน 2 ปี หรือตั้งแต่2 ปีขึ้นไป แต่มีภาวะ graft-versus-host disease หรือโรคเดิมกำเริบ , โรค autoimmune disease ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะเด็ก , เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 8 ปี

 

เช็คประกาศฉบับเต็มที่นี่ คลิก