thansettakij
thansettakij
สช. ชงตั้ง 'กองทุนสุขภาพ' ดูแลผู้ลี้ภัยเมียนมา ฝึกอาชีพพึ่งพาตนเอง

สช. ชงตั้ง 'กองทุนสุขภาพ' ดูแลผู้ลี้ภัยเมียนมา ฝึกอาชีพพึ่งพาตนเอง

16 ต.ค. 68 | 08:25 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ต.ค. 68 | 08:30 น.

สช. จับมือ สถาบันเอเชียจุฬาฯ ระดมตัวแทนหน่วยงานด้านความมั่นคงหารือ พุ่งเป้าแก้ปัญหาระบบสุขภาพชายแดน ค่ายผู้ลี้ภัยเมียนมาเกือบ 1 แสนคน เสนอตั้ง 'กองทุนสุขภาพ' พัฒนาทุนมนุษย์-เพิ่มศักยภาพเมียนมาพึ่งพาตนเอง

KEY

POINTS

  • สช. เสนอจัดตั้ง "กองทุนความมั่นคงทางสุขภาพ" เพื่อเป็นกลไกทางการเงินในการบริหารจัดการและดูแลผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา
  • กองทุนมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระของภาครัฐ โดยอาจระดมทุนจากการเก็บเงินชาวต่างชาติที่เข้าประเทศ การขายประกันสุขภาพ และการบูรณาการงบจากองค์กรอื่น
  • มุ่งเน้นการแก้ปัญหาระยะยาวโดยการพัฒนาศักยภาพและฝึกอาชีพด้านสาธารณสุขให้ผู้ลี้ภัย เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและกลับไปดูแลชุมชนของตนเองได้

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสนทนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) ภูมิรัฐศาสตร์กับการบริหารจัดการชายแดนและความมั่นคงทางสุขภาพซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่เกี่ยวข้องด้านชายแดนและความมั่นคง นักวิชาการ เข้าร่วม เพื่อแสวงหาแนวทางเชิงนโยบายในการบริหารจัดการชายแดนที่มั่นคง ปลอดภัย พร้อมรองรับความท้าทายในอนาคต

ขณะเดียวกันเวทีครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการหารือเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเด็น "ระบบสุขภาพเชิงรุกท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์" ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ระเบียบวาระที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ.2568 เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมกันพิจารณาและให้การรับรองฉันทมติเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับประเทศต่อไป

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา และที่ปรึกษาคณะทำงานพัฒนาประเด็นผลกระทบของภูมิรัฐศาสตร์ต่อระบบสุขภาพไทย เปิดเผยว่า การบริหารจัดการชายแดนในปัจจุบัน ที่มุ่งไปที่การป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย หรือการควบคุมการเข้า-ออกเมืองนั้นอาจยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์แนวชายแดนไทย-เมียนมา

ได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการจัดการที่ซับซ้อน ทั้งการดูแลผู้หนีภัยความไม่สงบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว การหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานข้ามแดน การค้าชายแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ฯลฯ ซึ่งล้วนมีนัยยะต่อความมั่นคงทางสุขภาพ

ทั้งยังมีประเด็นภูมิทัศน์การเมืองโลกอีกหลายส่วนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสุขภาพ อาทิ ปัญหาแนวชายแดนเมียนมา กัมพูชา นโยบายของสหรัฐอเมริกา ฯลฯ จำเป็นต้องมีนโยบายสาธารณะเพื่อรองรับความท้าทายต่าง ๆ ซึ่งการพัฒนามติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประเด็น ระบบสุขภาพเชิงรุกท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่มี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ เป็นประธานคณะทำงานฯ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

สาระสำคัญในข้อเสนอเชิงนโยบายภายใต้มติสมัชชาสุขภาพฯ ประเด็นนี้ คือ แนวทางการขับเคลื่อน "แม่บทการพัฒนาระบบสุขภาพเชิงรุก" ใน 5 ด้าน ได้แก่

1. การคลังสุขภาพที่ยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้ เน้นการระดมทุนในประเทศเพื่อลดความเปราะบางจากแหล่งทุนภายนอก พร้อมพัฒนาระบบงบประมาณที่เพียงพอและยืดหยุ่น เช่น กองทุนความมั่นคงทางสุขภาพ

2. การเสริมสร้างความพร้อมปฏิบัติการเชิงระบบและความมั่นคงทางสุขภาพ เช่น พัฒนาระบบบัญชาการและปฏิบัติการร่วมในภาวะฉุกเฉิน, ส่งเสริมขีดความสามารถในการผลิต จัดหา เจรจาต่อรองยาและเวชภัณฑ์

3. การคาดการณ์อนาคตและข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์ วางรากฐานระบบการคาดการณ์อนาคตของประเทศ เพื่อการตัดสินใจเชิงรุกที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูล

4. ธรรมาภิบาลเชิงบูรณาการเพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย นําข้อมูลจากการคาดการณ์อนาคตไปสู่การปฏิบัติจริง โดยจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนระดับนโยบายในรูปแบบที่เหมาะสม มีอำนาจบูรณาการข้ามกระทรวง

5. การลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อสร้างไทยสู่หมุดหมายด้านสุขภาพโลก ดำเนินยุทธศาสตร์การทูตเชิงสุขภาพและการศึกษา โดยจัดตั้งตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายสาธารณสุข, ยกระดับต่อยอดความสำเร็จจากการประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ (PMAC) สู่การเป็นเจ้าภาพจัดเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง, ริเริ่มโครงการทุนการศึกษาอย่างเป็นระบบ เป็นต้น

หนึ่งในประเด็นที่มีการหารืออย่างเข้มข้น คือ แนวทางการจัดการกับค่ายผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่มีการเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี โดยปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 9 แห่ง มีผู้อพยพรวมกันมากกว่า 9 หมื่นคนว่า จะมีทิศทางการเดินหน้าร่วมกันต่อจากนี้อย่างไรเพื่อนำไปสู่การการบริหารจัดการเชิงรุก

ไม่ว่าจะเป็นแนวทางส่งเสริมให้เข้าถึงการทำงาน สร้างรายได้ ไปจนถึงการใช้โอกาสของการเลือกตั้งเมียนมาที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 นี้ เพื่อเจรจากับรัฐบาลเมียนมาในการจัดตั้งระเบียงมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) นำผู้ลี้ภัยกลับไปอยู่ในฝั่งประเทศเมียนมาต่อไป

สช. ชงตั้ง 'กองทุนสุขภาพ' ดูแลผู้ลี้ภัยเมียนมา ฝึกอาชีพพึ่งพาตนเอง นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงข้อเสนอในมิติกลไกการเงินการคลัง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกองทุนเข้ามาช่วยลดภาระของภาครัฐในการบริหารจัดการ เช่น เก็บเงินจากคนต่างชาติที่เข้าประเทศ การขายประกันสุขภาพ รวมไปถึงการบูรณาการงบประมาณจากองค์กรภาคประชาสังคม หรือองค์กรระหว่างประเทศที่ขับเคลื่อนการทำงานด้านนี้อยู่แล้วให้เข้ามารวมเป็นการทำงานเดียวกัน พร้อมกันนั้นยังมีการพูดคุยถึงการดำเนินการให้เกิดพื้นที่นำร่อง (Sand Box) ในค่ายผู้ลี้ภัย เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการเชิงรุก อย่างน้อย 1 แห่ง เป็นต้น  
 
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้มีการหารือไปถึงแนวทางให้เกิดการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการดำเนินงานในด้านการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ เนื่องจากสาเหตุหลักที่ทำให้คนหลั่งไหลข้ามพรมแดนเข้ามานั้น เป็นเพราะความแตกต่างที่มีมากเกินไประหว่างสองประเทศ

สช. ชงตั้ง 'กองทุนสุขภาพ' ดูแลผู้ลี้ภัยเมียนมา ฝึกอาชีพพึ่งพาตนเอง

จึงมีความจำเป็นที่ไทยเองจะต้องช่วยยกระดับเพิ่มขีดความสามารถของประเทศเพื่อนบ้านขึ้นมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมเพิ่มทักษะด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้กับผู้ลี้ภัย สามารถกลับไปดูแลภายในพื้นที่ของตนเอง การใช้แนวทางอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าน (อสต.) ไปจนถึงการตั้งให้มีผู้ช่วยทูตฝ่ายสาธารณสุข ในสถานทูตของทุกประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

สช. ชงตั้ง 'กองทุนสุขภาพ' ดูแลผู้ลี้ภัยเมียนมา ฝึกอาชีพพึ่งพาตนเอง
 
กล่าวว่า ประเด็นนี้ถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานและต้องพูดคุยร่วมกันอีกมาก ซึ่งเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติจะเป็นโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามาใช้พื้นที่นี้ในการพบปะแลกเปลี่ยนพูดคุยร่วมกัน เป็นโอกาสของการค้นหาแนวทางหรือข้อเสนอใหม่ๆ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กล่าวได้ว่าเป็นความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนในประเทศนั้น ๆ

สช. ชงตั้ง 'กองทุนสุขภาพ' ดูแลผู้ลี้ภัยเมียนมา ฝึกอาชีพพึ่งพาตนเอง

"เมื่อเกิดความแปรปรวนระหว่างประเทศขึ้น เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าอย่างน้อยที่สุดก็ไปเกิดผลกระทบทางสุขภาพจิต ยังไม่รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางสุขภาพในมิติอื่น ๆ ซึ่งสมัชชาสุขภาพ คือเครื่องมือหรือเป็นพื้นที่กลางให้ทุกส่วนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนทางเลือก ข้อเสนอ เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อการมีสุขภาพ ภายใต้การทำงานข้ามพรมแดนที่สานพลังแต่ละส่วน ช่วยหนุนเสริมศักยภาพ องค์ความรู้ ตลอดจนการผลักดันเชิงนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาที่เราเผชิญอยู่ร่วมกันได้" นายสุทธิพงษ์ กล่าว