
PrimeStreet ขนนวัตกรรมยาจากอเมริกา ปักธงไทยฐานการวิจัยผลิตโรค ALS
PrimeStreet Capital กางกลยุทธ์ “Inside Out, Outside In” ดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมยาจากสหรัฐฯ รักษา ALS-กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางวิจัยและผลิตยาระดับโลก รับเทรนด์สังคมสูงวัย
KEY
POINTS
- PrimeStreet Capital ลงทุนในบริษัทนวัตกรรมยาจากสหรัฐอเมริกาที่พัฒนายารักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS)
- มีแผนนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาต่อยอดในประเทศไทย โดยตั้งเป้าให้เป็นฐานการวิจัยทางคลินิก การผลิต และเป็นผู้จัดจำหน่ายยา
- คาดว่าจะสามารถเริ่มการวิจัยทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยโรค ALS ในไทยได้ในช่วงปลายปี 2569-2570 เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคเฉพาะทาง
นายวิฤทธิ์ วิจิตรวาทการ ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วน PrimeStreet Capital ผู้บริหารกองทุน Global Ventur ที่เน้นลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม เวลเนสและเฮลแคร์ เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนในธุรกิจระดับมหภาคและวงจรเทคโนโลยี ส่วนใหญ่จะเน้นไปยังเรื่อง Healthcare หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกันตามความต้องการของโครงสร้างประชากรในอนาคต โดยมี 4 เมกะเทรนด์หลักที่ PrimeStreet Capital มองว่าน่าสนใจ ได้แก่
1. Wellness and Longevity ที่เน้นเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนยาว เนื่องจากข้อมูลประชากรโลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Population) จะกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่
2. Environment and Infrastructure การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง EV เพราะทรัพยากรน้ำมันมีจำกัดและคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
3. Food, Water and Agriculture การลงทุนในสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำและอาหาร และ
4. Impact Technology ที่มุ่งเน้นการใช้ AI ในฐานะเครื่องมือที่จะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
โดย AI ถูกจัดเป็น Impact Technology ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจสูงมาก ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยาและสุขภาพ ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมในกลุ่ม Longevity และ Wellness ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการวิจัยยาและทางคลินิก ลดต้นทุนที่สูงในโครงการวิจัย สามารถช่วยวิเคราะห์ประวัติและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของคนไข้ตามที่บริษัทวิจัยยาต้องการได้ ทั้งประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลในการดำเนินงาน
ถัดมาคือการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ในระบบการทำงาน การใช้ AI ในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มรายได้ในระบบการทำงานปกติ เข้าไปปิดจุดรั่วไหลหรือข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงานที่คนไม่สามารถทำได้ และยังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับประเทศ โดยนโยบาย AI Policy สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการ ให้ภาคธุรกิจด้านสุขภาพและยาของไทยมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย
“เราเห็น Technology Cycle จากช่วง .com มาสู่ Mobile/Cloud และรอบนี้คือ AI ที่สามารถเข้ามาจับเรื่อง Healthcare ได้ และเมื่อดูจาก Data ของ Aging Population ในปี 2569 จะเห็นเทรนด์ของคนกลุ่ม Baby Boomer เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าเป็นตลาดสุขภาพที่ใหญ่มาก ส่วนคนรุ่นใหม่ Gen Alpha/Gen Z ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น”
ดังนั้น PrimeStreet Capital จึงเชื่อว่าประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับโลก (Global Player) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนแปลงโลกสำหรับคนรุ่นถัดไปได้ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติของชาวต่างชาติต่อวงการ Venture Capital ของไทย ซึ่งมักจะถูกมองข้ามหรือขาดความเชื่อถือเมื่อออกไปสู่เวทีสากล
พร้อมใช้กลยุทธ์หลักดำเนินงานคือ “Inside Out, Outside In” ระดมทุนจากนักลงทุนในไทย ทั้งในกลุ่ม Family Office และองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อนำเงินทุนนั้นออกไปลงทุนในนวัตกรรมระดับโลก และนำบริษัทหรือเทคโนโลยีที่กองทุนเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ กลับมาจับมือกับผู้ประกอบการในประเทศไทย
ทั้งนี้ PrimeStreet Capital ได้เข้าลงทุนในบริษัทจากอเมริกา เป็นบริษัทที่พัฒนายารักษาโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โดยเฉพาะ ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือโรคความเสื่อมของระบบประสาทสั่งการ ที่ทำลายเซลล์ประสาทสมองและไขสันหลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลีบลง ทำให้การเคี้ยว/กลืน/พูดลำบาก และหายใจติดขัด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด
นายวิฤทธิ์ กล่าวว่า ในประเทศไทยพบผู้ป่วย ALS อยู่ในหลักพันราย (ประมาณ 2,000-3,000 คน) สถิติทั่วไปจะพบผู้ป่วย 3-5 คนต่อประชากร 1 แสนคน คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเติบโตขึ้นถึง 45% ภายใน 10 ปีข้างหน้า จากปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Population) เพราะเมื่ออายุมากขึ้น โอกาสการอักเสบในร่างกายจะสูงขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของโรค
“อดีตอาจมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้และเสียชีวิตไป แต่ปัจจุบันไทยมีเทคโนโลยีการตรวจที่แม่นยำทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น และสามารถวางแผนนำนวัตกรรมจากต่างประเทศกลับมาลงทุนที่ไทยได้ใน 3 รูปแบบ คือ การเป็นฐานการผลิต, เป็นศูนย์วิจัยทางคลินิก และถือลิขสิทธิ์จำหน่ายยา ช่วยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคนี้รวมถึงโรคเฉพาะทางอื่น ๆ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)”
ประเทศไทยมีศักยภาพและความได้เปรียบหลายด้านที่จะเป็นผู้นำในการรักษาโรค ALS ผ่านกลยุทธ์และการลงทุน โดยมีความได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) มีบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและค่ารักษาที่แข่งขันได้ เป็นรากฐานที่ดีในการดึงดูดผู้ป่วยจากต่างประเทศมาเข้ารับการรักษาเฉพาะทาง หากการวิจัยเป็นไปตามแผนจะช่วยผลักดันให้ไทยกลายเป็น Hub ของการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune) อื่น ๆ ในอนาคต
ตามแผนงานที่ PrimeStreet Capital วางไว้คาดว่าจะสามารถเริ่มการวิจัยทางคลินิกโรค ALS ในประเทศไทย รับคนไข้รายแรกได้ในช่วงปลายปี 2569-2670 ถัดไปในปี 2571 คาดหวังว่าอยากเห็นการรักษาจริง รวมถึงการผลิตและจำหน่ายยาอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม อยากเห็นนโยบายรัฐบาลกับเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของเอเชีย โดยมุ่งเน้นใช้จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และค่ารักษาที่คุ้มค่า สนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิตยาและนวัตกรรมทางการแพทย์ เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยาที่เป็นนวัตกรรมขั้นสูงมากกว่าแค่สินค้าพื้นฐาน
ทั้งพัฒนาปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับให้กองทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศให้ง่ายขึ้น พัฒนาระบบ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และกระบวนการคิดค้นยา ให้รวดเร็วและเข้มแข็งขึ้น เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ ดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลกเข้ามาทำงานในประเทศไทย เพื่อสร้างฐานความรู้ด้านนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม







