
วิกฤตฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่ สปสช. แนะท้องถิ่นดึงงบ กปท.ดูแลกลุ่มเสี่ยง
ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่พุ่งสูงติดอันดับโลก สปสช. แนะ อปท. ใช้กลไก กปท. ร่วมบรรเทาผลกระทบสุขภาพจัดทำโครงการดูแลประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผลักดัน "ห้องเรียนปลอดฝุ่น" สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กเล็กช่วงวิกฤต
KEY
POINTS
- สปสช. แสดงความห่วงใยต่อวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- แนะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งบประมาณจาก "กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น" (กปท.) เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากฝุ่น
- ตัวอย่างโครงการที่สามารถใช้งบ กปท. ได้แก่ การจัดซื้อหน้ากากอนามัย การจัดหาพื้นที่ปลอดฝุ่นในชุมชน และการสนับสนุนโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับเด็กเล็ก
30 มีนาคม 2569 นพ.ดุสิต ชำชัยภูมิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีค่าฝุ่นสูงเป็นอันดับต้นของโลกในขณะนี้ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงว่า สปสช. มีความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ยังไม่มีปัจจัยด้านสภาพอากาศ ทั้งกระแสลมหรือฝนที่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ ประกอบกับไฟป่าที่ยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มคุณภาพอากาศยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง
“สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะในระยะสั้น เช่น อาการระคายเคืองหรือโรคทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ” นพ.ดุสิต กล่าว
รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งสำคัญคือการเร่งลดผลกระทบด้านสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถใช้ “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.)” เป็นกลไกสำคัญในการจัดทำโครงการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อหน้ากากป้องกัน PM2.5 ให้กับกลุ่มเสี่ยง การสนับสนุนอุปกรณ์หรือพื้นที่ปลอดฝุ่นในชุมชน ตลอดจนการให้ความรู้ในการป้องกันตนเอง
"กปท. เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ท้องถิ่นสามารถออกแบบการดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงวิกฤตฝุ่นเช่นนี้ ถือเป็นกลไกที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงให้กับประชาชน" รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
นอกจากนี้ สปสช. ยังได้ผลักดันแนวทางห้องเรียนปลอดฝุ่น ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ โดยส่งเสริมให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษาในพื้นที่ สามารถปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 ทั้งในด้านอุปกรณ์และการจัดการภายในห้องเรียน
"เด็กเล็กเป็นวัยที่ร่างกายและสมองยังอยู่ระหว่างการพัฒนา การสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยจากฝุ่น จึงไม่ใช่เพียงการป้องกันโรคในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็กในระยะยาว ซึ่งสามารถใช้กลไก กปท. เข้ามาสนับสนุนได้เช่นกัน" รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
ทั้งนี้ สปสช. ขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง พิจารณาปรับแผนหรือจัดทำโครงการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงทีในช่วงที่คุณภาพอากาศยังอยู่ในระดับวิกฤต






