
4 มี.ค. วันอ้วนโลก เปิดเหตุผลคนไทยต้อง 'หยุดอ้วน' ก่อนโรคร้ายถามหา
วันอ้วนโลก 4 มี.ค.ของทุกปี กรมควบคุมโรค เผยสถิติน่าตกใจคนไทยวัยทำงานกว่าครึ่งเผชิญภาวะ 'อ้วนลงพุง' ชวนปรับค่านิยมใหม่ พร้อมสำรวจเหตุผล "หยุดอ้วนก่อนสายเกินไป" เปลี่ยนสุขภาพให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ห่างไกลจากกลุ่มโรค NCDs ในระยะยาว
KEY
POINTS
- 4 มี.ค. ของทุกปี เป็น วันอ้วนโลก โดยสถานการณ์โรคอ้วนในไทยน่าเป็นห่วง พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45.0
- โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง
- แนะวิธีป้องกันด้วยการปรับพฤติกรรม ลดการบริโภคแป้ง น้ำตาล ไขมัน ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
4 มีนาคมของทุกปี เป็น วันอ้วนโลก โดยสหพันธ์โรคอ้วนโลกรณรงค์ให้ความรู้ว่า โรคอ้วนคือ โรคที่ต้องรักษา นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าในปี 2578 จะมีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนกว่า 1.9 พันล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 2 ของประชากรโลก
สำหรับประเทศไทยผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567 - 2568) พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 45.0 และอ้วนลงพุงร้อยละ 44.7 โดยครึ่งนึงของคนอ้วนในประเทศไทยเป็นวัยทำงาน
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมควบคุมโรคร่วมรณรงค์การป้องกันโรคอ้วน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายประชาชนสามารถปฏิบัติตนในการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ NCDs ตามนโยบาย "คนไทยห่างไกล NCDs และสนับสนุนการป้องกันโรคอ้วนของประชาชนไทย โดยการเผยแพร่สื่อวิดีทัศน์ "โรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)"
โรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต และมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะอ้วน มักมีแนวโน้มอ้วนต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้ ความเชื่อที่ว่า "อ้วนแล้วแข็งแรง" ไม่เป็นความจริง การไม่อ้วน คือ ทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ
ด้านนายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากเกินไป หรือมากกว่าระดับปกติที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรม และไม่ใช่เพียงคนอ้วนที่ต้องระวังเท่านั้น คนที่ยังไม่อ้วนก็ต้องคงสภาพ การดูแลร่างกายของตนถ้าอยากสุขภาพดี หุ่นดี ไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วน
ขอให้ประชาชนลดการบริโภคแป้ง น้ำตาล และไขมัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เพิ่มผักและผลไม้ในแต่ละมื้อและออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ รวมถึงเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการเผาพลาญพลังงานโดยสามารถแบ่งได้ 3 ระดับ ดังนี้
1. ระดับเบา
- ขณะทำจะรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เช่น เดินช้า ๆ ทำงานบ้าน ปลูกต้นไม้
2. ระดับปานกลาง
- ขณะทำกิจกรรมจะรู้สึกเหนื่อย มีเหงื่อซึมแต่ยังพูดได้เป็นประโยค เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ
3. ระดับหนัก
- ขณะทำกิจกรรมจะรู้สึกเหนื่อยหอบ พูดไม่เป็นประโยค มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น วิ่งมาราธอน แบดมินตัน ฟุตบอล เพื่อสร้างความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ ปอด หัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต
นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถประเมินภาวะอ้วนได้ด้วยการคำนวณ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เพื่อหาน้ำหนักตัวที่ควรจะเป็นและประมาณระดับไขมันในร่างกายโดยใช้สูตร น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง² (เมตร) หากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) 23 ขึ้นไปถือว่าน้ำหนักเกิน และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) 25 ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคอ้วน ควรเริ่มควบคุมน้ำหนักทันที
กรมควบคุมโรค ย้ำว่า การป้องกันโรคอ้วนไม่เพียงช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงโรคร้ายเรื้อรัง แต่ยังช่วยประเทศลดค่าใช้จ่ายในการรักษา พร้อมเชิญชวนประชาชนและเด็กไทยร่วมกันสร้างค่านิยมใหม่ไม่ปล่อยให้อ้วน เพราะพรุ่งนี้อาจช้าไป เปลี่ยนตัวเองตอนนี้ดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

