
ข่าวดีเด็กไทย บอร์ด สปสช. เคาะฉีดวัคซีน PCV ฟรีทั่วประเทศ
บอร์ด สปสช. มีมติปูพรมฉีดวัคซีน PCV ให้เด็กเล็กทั่วประเทศ ปีงบประมาณ 2569 หลังประสบความสำเร็จต่อรองราคาจนอยู่ในงบประมาณที่คุ้มค่า มั่นใจเป็นสิทธิประโยชน์ให้เด็กไทยระยะยาว
KEY
POINTS
- บอร์ด สปสช. มีมติอนุมัติให้ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV) ฟรีแก่เด็กไทยทั่วประเทศ เพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือด
- โครงการจะเริ่มในปีงบประมาณ 2569 ใช้งบประมาณ 225 ล้านบาทจากกองทุนบัตรทอง โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กอายุ 2, 4 และ 12 เดือน
- กรมควบคุมโรคพร้อมดำเนินการฉีดวัคซีนได้ทันทีหลังจัดหาวัคซีนได้ และจะมีการพิจารณาเพื่อบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ถาวรในปีถัดไป
ผลจากการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บอร์ด สปสช. ล่าสุด โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (PCV) ป้องกันการติดเชื้อโรคปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดสำหรับเด็ก (IPD) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งเป็นข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค โดย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้นำเสนอต่อบอร์ด สปสช. เพื่อพิจารณาเป็นข้อมูลชุดใหม่เกี่ยวกับอุบัติการณ์และภาระโรคปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กอายุ 0–5 ปี ระยะ 3 ปีล่าสุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อมูลชุดใหม่ที่บอร์ด สปสช. ขอให้พิจารณาเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนเพื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์ดังกล่าว
พร้อมกันนี้ สปสช. ยังได้แจ้งความคืบหน้าการเจรจาต่อรองราคาวัคซีน PCV จากบริษัทผู้ผลิตเพื่อฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) จากการที่ สปสช. ได้ทำการสืบราคา โดยพบว่า สามารถต่อรองราคาลงมาได้ซึ่งแรงกดดันเรื่องราคาลดลง ทำให้สามารถฉีดวัคซีน PCV ได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นเด็กอายุตั้งแต่ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน ได้ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในราคาวัคซีนที่มีการต่อรองแล้วนั้น ที่ประชุมบอร์ด สปสช. มีมติรับทราบ และเห็นชอบให้มีการฉีดวัคซีน PCV เพื่อป้องกันเชื้อโรค IPD สำหรับเด็กไทยตามวงเงินในงบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ของกองทุนบัตรทอง ที่ได้จัดสรรเอาไว้เป็นจำนวน 225 ล้านบาท ซึ่งหากดำเนินการจัดหาวัคซีนได้แล้ว ทางกรมควบคุมโรคแจ้งว่า สามารถฉีดให้กับเด็กไทยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ในทันที
ส่วนหลังจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้วจะมีการฉีดวัคซีนต่อไป หรือบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองอย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น บอร์ด สปสช. เห็นว่า จะต้องพิจารณาข้อมูลการศึกษาประเด็นโรคติดเชื้อในปอด หรือโรค IPD กับการฉีดวัคซีน PCV ที่เป็นข้อมูลชุดใหม่ โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุข และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อพิจารณากำหนดให้วัคซีน PCV เป็นรายการบริการตามประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขในระบบบัตรทอง สำหรับเด็กไทยทุกคนต่อไปภายใน 1 เดือน และส่งผลการพิจารณาให้บอร์ด สปสช. พิจารณาเป็นสิทธิประโยชน์ต่อไป และให้ดำเนินการได้ในทันที
สำหรับจำนวนวงเงินที่จะฉีดวัคซีน PCV ให้กับเด็กไทยทุกคนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้ ยืนยันว่า เพียงพอที่จะครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวัคซีน PCV ที่ต้องครอบคลุมสายพันธุ์ก่อเชื้อไม่น้อยกว่า 10 สายพันธุ์ ตามกรอบวงเงิน 225 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าฉีดวัคซีนด้วย
ขณะที่ในปีถัดไปจะมีการพิจารณาจากประเด็นข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เพื่อให้บอร์ด สปสช. พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อยกระดับเป็นสิทธิประโยชน์ อย่างไรก็ดี ส่วนตัวมั่นใจว่า บอร์ด สปสช. ให้ความสำคัญกับสุขภาพของเด็กและหากมีข้อมูลที่ครบถ้วน รอบคอบ และครอบคลุมความคุ้มค่า ก็จะพิจารณามีมติเป็นสิทธิประโยชน์ให้อย่างแน่นอน นายพัฒนา ระบุ
ทั้งนี้ ข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่า มีความชุกของโรคที่เกิดจากเชื้อดังกล่าวกระจายไปจำนวนมาก และพบว่าจากการทดลองนำร่องฉีดวัคซีน PCV ใน จ.มหาสารคาม เมื่อปี 2566 มีประสิทธิภาพดี และป้องกันการป่วยในกลุ่มเด็กที่เป็นเป้าหมายได้ และหากมีการฉีดวัคซีน PCV จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และมีความคุ้มค่าในการป้องกันโรค จึงนำไปสู่การนำข้อมูลมาเสนอในที่ประชุมบอร์ด สปสช. ในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ บอร์ด สปสช. จึงมอบหมายให้อนุกรรมการทั้งสองชุดดังกล่าว ได้เร่งศึกษาและสรุปรายละเอียดข้อเสนอต่อที่ประชุมบอร์ด สปสช. ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งก็มีระยะเวลาอีก 1 เดือน เพื่อให้บอร์ด สปสช. พิจารณาผลักดันให้เป็นชุดสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองสำหรับปีงบประมาณถัดไป

