2 บิ๊กรพ.เอกชน หนุนนโยบายยกเครื่องสาธารณสุขไทย-เลิกโมเดลฟรี

13 ม.ค. 2569 | 12:30 น.

2 บิ๊กรพ.เอกชน ส่องนโยบายด้านสุขภาพ แนะปรับ 3 กองทุนลดการขาดทุน ปฏิรูปใหญ่ เลิกพึ่งของฟรี พร้อมชูโมเดล “ร่วมจ่าย” เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • เสนอให้ปฏิรูประบบสาธารณสุขให้มีความเป็นธรรม โดยลดการพึ่งพาบริการฟรีและสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการจ่ายเงินสมทบเข้าระบบ
  • เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการบริหารจัดการ 3 กองทุนสุขภาพหลัก (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) โดยไม่ใช้เป็นเครื่องมือกดค่าใช้จ่ายจนทำให้โรงพยาบาลขาดทุน
  • เสนอให้ปรับเพิ่ม "ค่าหัวเหมาจ่าย" สำหรับโรงพยาบาลในระบบประกันสังคมให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อลดภาระทางการเงินของสถานพยาบาลและผู้ป่วย

นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองที่กำลังอยู่ในช่วงหาเสียง จากมุมมองส่วนตัวเฉพาะเรื่องสาธารณสุขและนโยบายด้านสุขภาพ อยากให้มีรูปแบบทิศทางการปฏิรูปนโยบาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ใช้บริการด้านสุขภาพของไทย ที่ไม่ควรใช้เพียงเงินภาษีของคนกลุ่มหนึ่งมาดูแลคนส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียว 

ประเด็นนี้โดยส่วนตัวมองว่าระบบปัจจุบัน อาจมีความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่เสียทั้งภาษีเงินได้และถูกหักเงินประกันสังคมด้วย ระบบสาธารณสุขของไทยควรปรับความคุ้มครองและดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสียภาษีให้ดีขึ้น ส่วนคนไม่เสียภาษีควรมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ และควรดูแลสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น ให้สามารถใช้ศักยภาพในการทำงานและสร้างรายได้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนเงินเข้าระบบ

“ยกตัวอย่างจากที่เห็นโมเดลในไต้หวันซึ่งคล้ายกับของไทย ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการจ่ายและดูแลสุขภาพตนเอง รัฐบาลเน้นให้ประชาชนไม่รอรับบริการฟรีเพียงอย่างเดียว แต่สนับสนุนให้ทุกคนทำงานและมีส่วนร่วมในระบบประกัน มีกำลังจ่ายเพื่อให้ได้รับการดูแลที่มีคุณภาพสูง”

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH กล่าวว่า ในมุมมองส่วนตัวสำหรับเรื่องนี้ในนโยบายด้านสาธารณสุขที่สามารถทำได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญน่าจะมี ดังนี้

1. การปฏิรูประบบสาธารณสุขทั้งระบบ (Systemic Reform) เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของไทยยึดโยงอยู่กับ 3 กองทุนหลัก คือ กองทุน 30 บาท (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า), กองทุนประกันสังคม และกองทุนข้าราชการ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรใช้กองทุนเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการกดค่าใช้จ่าย (Cost Drive) เพียงอย่างเดียว จนทำให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนหรือขาดสภาพคล่อง

2. การบริหารจัดการ 3 กองทุนหลัก เช่น กองทุนประกันสังคม ต้องมีนโยบายปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้สูงขึ้น และปรับราคาค่าตอบแทนให้เหมาะสมเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อโรงพยาบาลที่รับสิทธิประกันสังคม

ส่วนกองทุน 30 บาท ที่ถือเป็นความท้าทายเรื่องงบประมาณ และเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดและดูแลคนมากที่สุดปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิมากถึง 48 ล้านคน (รวมแรงงานนอกระบบกว่า 30 ล้านคน) ควรมีนโยบายที่ความเหมาะสมของจำนวนคนภายใต้การดูแลของรัฐ 

โดยโครงการนี้สร้างภาระทางการเงินจนโรงพยาบาลของรัฐต้องหันไปทำ "พรีเมี่ยมคลินิก" เพื่อหาเงินมาจุนเจือระบบ ขณะที่การควบรวมกองทุนในมุมมองส่วนตัวเห็นว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากแหล่งที่มาของเงิน (Source of fund) นั้นมาจากทิศทางที่แตกต่างกัน

3. การส่งเสริม Healthcare เป็น Megatrend นโยบายรัฐบาลควรสนับสนุนให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกที่ Healthcare เป็นเมกะเทรนด์ โดยเฉพาะหลังจากการมีรัฐบาลใหม่ ควรกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เพื่อหนุนเสริมระบบสุขภาพไทยให้แข็งแกร่งขึ้น 

4. การปรับปรุง "ค่าหัวเหมาจ่าย" (Capitation) สำหรับโรงพยาบาลเอกชนที่รับสิทธิประกันสังคม นโยบายที่ต้องการคือการปรับเพิ่มค่าหัวเหมาจ่ายให้สะท้อนต้นทุนจริง หากกองทุนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับเบี้ยประกัน การปรับราคาในส่วนนี้จะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลและทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องควักเงินจ่ายเอง มื่อต้องการใช้บริการห้องพิเศษหรือบริการเสริมอื่นๆ

อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าภาพรวมในปี 2569 จะดีกว่าปี 2568 หากนโยบายมีความชัดเจน หากภาครัฐหยุดการกดราคากลางที่ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน, นอกจากนี้จะต้องปรับราคาค่าตอบแทนให้เป็นธรรมและเป็นสากลมากขึ้น, ดูแลสภาพคล่องของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการภาครัฐ และสร้างความชัดเจนในสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ หลังได้เพิ่มเงินสมทบประกันสังคม