หุ้นโรงพยาบาลดิ่ง หลังข่าวประกันใหญ่เลิกขายเหมาจ่ายลูกค้าใหม่ จุดชนวนแรงขาย

12 ม.ค. 2569 | 08:33 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 2569 | 08:34 น.

หุ้นโรงพยาบาลร่วงยกแผง หลังตลาดกังวลข่าวประกันรายใหญ่เตรียมยุติขาย “เหมาจ่าย” ลูกค้าใหม่ หวั่นกระทบรายได้กลุ่มผู้ป่วยประกันในระยะถัดไป แม้โบรกมองผลกระทบระยะกลาง–ยาวจำกัด แต่ระยะสั้น sentiment ยังเป็นลบต่อราคาหุ้นกลุ่มการแพทย์

KEY

POINTS

  • ข่าวบริษัทประกันรายใหญ่เตรียมยุติการขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่ เป็นสาเหตุหลักที่จุดชนวนแรงเทขายหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล
  • นักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายประกันอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาลในอนาคต เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยกลุ่มประกันมีสัดส่วนสูง
  • ราคาหุ้นของโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง เช่น BDMS, BH, BCH และ PR9 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อตอบรับข่าวดังกล่าว

จากกระแสข่าวบริษัทประกันรายใหญ่เตรียมยุติการขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่ ได้กลายเป็นชนวนกดดันแรงขายในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในวันนี้ หลังนักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มรายได้จากผู้ป่วยที่พึ่งพากรมธรรม์เหมาจ่ายอาจชะลอลงในระยะถัดไป

โดยราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในวันนี้ (12 ม.ค. 2569) ปรับตัวลงถ้วนหน้านำโดย 
BDMS หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นวันนี้ (12 ม.ค.2569) ณ เวลา 15.15 น. อยู่ที่ 18.20 บาท ลดลง 0.70 บาท เปลี่ยนแปลง 3.70% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 18.70-18.10 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 1,930.26 ล้านบาท

BCH หรือ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 9.55 บาท ลดลง 0.35 บาท เปลี่ยนแปลง 3.54% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 9.85-9.45 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 146.08 ล้านบาท

BH หรือ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 140.00 บาท ลดลง 7.50 บาท เปลี่ยนแปลง 5.08% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 145.50-137.50 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 1,961.55 ล้านบาท

VIBHA หรือ บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 1.38 บาท ลดลง 0.01 บาท เปลี่ยนแปลง 0.72% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1.40-1.37 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 5.4 แสนบาท

LPH หรือ บริษัท โรงพยาบาล ลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 3.74 บาท ลดลง 0.02 บาท เปลี่ยนแปลง 0.53% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 3.76-3.74 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 2.9 แสนบาท

PR9 หรือ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 16.80 บาท ลดลง 1.50 บาท เปลี่ยนแปลง 8.20% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 18.50-16.70 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 107.74 ล้านบาท

THG หรือ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 8.80 บาท ลดลง 0.15 บาท เปลี่ยนแปลง 1.68% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 8.95-8.50 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 50.57 ล้านบาท

RJH หรือ บริษัท โรงพยาบาลราชธานี จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 13.00 บาท ลดลง 0.20 บาท เปลี่ยนแปลง 1.52% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 13.20-12.90 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 1.10 ล้านบาท

EKH หรือ บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 4.92 บาท ลดลง 0.02 บาท เปลี่ยนแปลง 0.40% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 4.94-4.92 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 4.3 แสนบาท

CHG หรือ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 1.45 บาท ลดลง 0.06 บาท เปลี่ยนแปลง 3.97% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1.52-1.45 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 24.60 ล้านบาท

PHG หรือ บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 12.40 บาท ลดลง 0.10 บาท เปลี่ยนแปลง 0.80% ในช่วงระหว่างวันราคาแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 12.40-12.30 บาท มีมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 1.27 ล้านบาท

Co-payment ฉุดรายได้กลุ่มประกันหด

นางสาวนารี อภิเศวตกานต์ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ตามรายงานข่าวว่ามีบริษัทประกันรายใหญ่เตรียมยุติการขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป

โดยคปภ. เผยเป็นการตัดสินใจของแต่ละบริษัทประกัน แต่จะยกเลิกกรมธรรม์ที่ขายไปแล้วไม่ได้ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ประกอบด้วย BH ปรับลง -4.5%, BCH -3.9% และ BDMS -2.6% จากความกังวลประเด็นประกันสุขภาพแบบ Co-payment จะทำให้รายได้กลุ่มประกันหดตัว

ทางฝ่ายมีมุมมองเป็นลบต่อข่าวดังกล่าว แม้ว่าการขายประกันแบบ Co-payment เริ่มรับรู้มาตั้งแต่ปี 2568 แล้ว แต่การทยอยยกเลิกขายประกันแบบเหมาจ่ายอาจจะกระทบต่อรายได้กลุ่มโรงพยาบาลในอนาคต เนื่องจากสัดส่วนรายได้กลุ่มประกันมีมากกว่า 20% ของกลุ่ม

แต่รายได้จาก Co-payment ยังมีสัดส่วนไม่มาก ทำให้ผลกระทบต่อรายได้จะจำกัดและไม่กระทบต่อกรมธรรม์ที่ขายไปแล้วด้วย

ยุติประกันฯเหมาจ่าย เร่งการตัดสินใจ

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า ข่าวบริษัทประกันรายใหญ่จะยุติประกันแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่ ตั้งแต่ 31 มี.ค. 2569 ทำให้ตลาดกังวลผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจากอาจส่งผลต่อการใช้บริการลดลงในกลุ่มลูกค้าประกัน

โดยในปี 2564 ถึงงวด 9 เดือน 2568 โรงพยาบาลที่ศึกษามีสัดส่วนรายได้ประกันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ข้อมูลงวด 9 เดือน 2568 โรงพยาบาลที่ศึกษามีสัดส่วนรายได้ประกันเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ BDMS (38%), THG (32%), BCH (25%), CHG (25%), PR9 (24%) และ BH (21%)

BH มีสัดส่วนรายได้ประกันน้อยสุดในกลุ่มโรงพยาบาลที่ศึกษา และมีสัดส่วนรายได้ต่างชาติ (65%) มากกว่ารายได้ชาวไทย แต่ราคาหุ้นปรับลงมากกว่ากลุ่ม น่าจะมีปัจจัยเฉพาะตัว และ sentiment ลบจากการซื้อขาย Big lot ต่ำกว่าราคาตลาด

นอกจากนี้ จากการสอบถามกับตัวแทนบริษัทประกัน 2–3 ราย ได้แก่ กรุงไทยแอ็กซ่า, อลิอันซ์ และเมืองไทย พบว่า ยังมีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้ารายใหม่ และยังไม่มีกำหนดแจ้งยุติขายประกันสุขภาพประเภทนี้เหมือนบริษัทประกันบางแห่ง

สำหรับผลกระทบระยะสั้น มองว่าข่าวบริษัทประกันจะยุติประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้ารายใหม่ตั้งแต่ 31 มี.ค. 2569 อาจเป็นปัจจัยเร่งให้คนที่อยู่ระหว่างตัดสินใจทำประกันสุขภาพตัดสินใจเร็วขึ้น

ส่วนผลกระทบระยะกลาง–ยาว มองว่าจะมีผลกระทบจำกัดต่อกลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจาก

  • ไม่มีผลกับลูกค้าประกันสุขภาพเดิม สามารถต่ออายุกรมธรรม์ประกันสุขภาพได้ทุกกรณี ตามมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่
  • ประกันสุขภาพยังเป็นทางเลือกสำหรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ มองว่าประกันสุขภาพแบบ Co-pay ทำให้ค่าเบี้ยประกันต่ำกว่าแบบเหมาจ่าย และมีความหลากหลาย ช่วยขยายตลาดประกันสุขภาพ
  • โรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BDMS ร่วมมือกับบริษัทประกัน ได้แก่ วิริยะประกัน, อลิอันซ์ และ Prudential ในลักษณะ Exclusive Insurance มองเป็นอีกทางเลือกในตลาดประกันสุขภาพ และช่วยให้ BDMS มีฐานลูกค้าที่แน่นอนจากความร่วมมือรูปแบบนี้

อย่างไรก็ดี บล.กรุงศรี แนะนำ Neutral สำหรับกลุ่มการแพทย์ โดยยังคงมุมมองบวกต่อกลุ่ม เนื่องจาก

  1. แนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดกำไรสุทธิรวมกลุ่มกลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการฟื้นตัวของรายได้
  2. คาดปี 2569 กำไรสุทธิรวม (+6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) เติบโตดีขึ้นจากปี 2568 มีปัจจัยสนับสนุนจากสังคมผู้สูงอายุและการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าประกันสุขภาพ จะช่วยเพิ่มการใช้บริการ ประกอบกับ intensity ค่ารักษาตามความซับซ้อนโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากทั้งคนไทยและต่างชาติ
  3. กรณีมีการปรับขึ้นค่ารักษาประกันสังคม จะเป็น upside ต่อกำไรรวมกลุ่ม ส่วนราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ซื้อขายที่ PE ปี 2569 เทียบเท่า Forward PE ต่ำกว่า -2.0SD หุ้นเด่นเลือก BDMS (ราคาเป้าหมาย 29.00 บาท) และ BCH (ราคาเป้าหมาย 15.80 บาท)