สปสช. ยกระดับ '30 บาทรักษาทุกที่' เข้มสแกนหน้า-เช็กโควตา ป้องกันสวมสิทธิ 

08 ม.ค. 2569 | 10:15 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 10:20 น.

สปสช. เตรียมพร้อม 12 ม.ค. 69 เริ่มบริการ หน่วยบริการนวัตกรรม รูปแบบใหม่ ใช้ระบบดิจิทัลกำกับดูแลการเข้ารับบริการ ทั้งจองสิทธิล่วงหน้าด้วย ระบบโควตา ยืนยันตัวตนด้วยสแกนใบหน้าและรับ QR Code ใช้สิทธิภายใน 6 ชม. ย้ำปกป้องสิทธิสุขภาพปชช. ป้องกันถูกสวมสิทธิ เพิ่มความโปร่งใส  

KEY

POINTS

  • สปสช. ยกระดับโครงการ "30 บาทรักษาทุกที่" โดยเพิ่มมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ ด้วยการยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบหน้า และการตรวจสอบโควตาการใช้บริการ
  • ประชาชนสามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านไลน์ สปสช. เพื่อรับ QR Code หรือ Walk-in ที่หน่วยบริการ โดยต้องใช้บัตรประชาชนและสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนก่อนรับบริการ
  • มีการนำ "ระบบโควตา" มาใช้กำกับดูแลการใช้บริการตามข้อมูลสถิติ เพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างเหมาะสมและเพิ่มความโปร่งใส ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิ

8 มกราคม 2569 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า การปรับระบบการให้บริการที่หน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท ภายใต้ 30 บาทรักษาทุกที่ ได้แก่ คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม ร้านยาคุณภาพ คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และคลินิกแพทย์แผนไทยซึ่งจะเริ่มในวันที่ 12 มกราคม 2569 นี้

เป็นการมุ่งเน้นเพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการกับประชาชนด้วยการใช้ระบบจองสิทธิหรือจองสิทธิการรับบริการ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การพิสูจน์ตัวตน และการตรวจสอบการเข้ารับบริการแบบเรียลไทม์

ที่ผ่านมา หน่วยบริการนวัตกรรมเคยถูกตั้งคำถามเรื่องความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ สปสช. จึงนำ "ระบบโควตา" มาเป็นกลไกกำกับ โดยประชาชนต้องจองคิวล่วงหน้าผ่านไลน์ OA ของ สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso)

เมื่อจองสำเร็จ ระบบจะออก QR Code เป็นหลักฐานสิทธิที่ได้รับ ซึ่งมีอายุ 6 ชั่วโมง ซึ่งหากไม่มาใช้บริการภายในเวลาที่กำหนด สิทธินี้จะถูกส่งกลับเข้าสู่กองกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นจองใช้บริการต่อได้

ทั้งนี้ เมื่อประชาชนถึงหน่วยบริการนวัตกรรมแล้ว จะใช้ระบบ QR Code พร้อมยืนยันตัวตน จากนั้นหน่วยบริการจะสามารถให้บริการ และเบิกจ่ายค่าบริการจาก สปสช. ได้ และเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น ประชาชนจะได้รับการแจ้งเตือนผ่าน LINE อีกครั้ง ถือเป็นการตรวจสอบซ้ำทั้งฝั่งผู้รับบริการและหน่วยบริการ ช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของประชาชนที่ไม่สะดวกในการจองคิว สามารถ Walk-in หรือไปที่หน่วยนวัตกรรมที่เข้าร่วมได้เลย โดยใช้บัตรประชาชน ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสิทธิและโควตาที่คงเหลือในระบบให้ หากมีสิทธิและมีโควตาใช้บริการได้ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน หากไม่มีการสแกนใบหน้าหรือการยืนยันตัวตน ระบบจะไม่อนุญาตให้เบิกจ่าย

ส่วนเรื่องการกำหนดโควตานั้น เลขาธิการ สปสช. ย้ำว่า ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิประชาชน แต่เป็นการออกแบบจากข้อมูลสถิติการใช้บริการจริงที่พบว่า ประชาชนใช้บริการหน่วยนวัตกรรมเฉลี่ยไม่เกิน 2 ครั้งต่อคนต่อปี หรือประมาณ 2.29 ครั้งต่อปีเท่านั้น และพบข้อมูลบริการที่มีแนวโน้มเกินความจำเป็น สปสช. จึงต้องปรับระบบให้มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

"การเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการครั้งนี้ เป็นการยกระดับการให้บริการ ทำให้ระบบเข้มแข็ง โปร่งใส หากไม่มีโควตา สปสช. จะไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติของการใช้สิทธิ หรือป้องกันการสวมสิทธิได้เลย" เลขาธิการ สปสช. กล่าว

ส่วนด้านความพร้อมของระบบนั้น นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีหน่วยบริการนวัตกรรมประมาณ 15,000 แห่งทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีราว 2,500 แห่งที่เชื่อมต่อระบบและให้บริการตามเงื่อนไขใหม่แล้ว ส่วนที่เหลือ สปสช. อยู่ระหว่างเร่งประสานและแก้ไขอุปสรรค เพื่อให้หน่วยบริการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบกลางอย่างครบถ้วน ลดความเสี่ยงด้านการเบิกจ่ายที่ขาดหลักฐาน

"เป้าหมายหลักของ สปสช. คือการทำให้ระบบนี้ดีขึ้น ซึ่งรูปแบบการเข้ารับบริการจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น การสแกน QR Code ในชีวิตประจำวัน

นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบสุขภาพไทย ที่ช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า สิทธิสุขภาพของตนเองจะไม่ถูกสวม ทั้งตรวจสอบการใช้สิทธิได้จริง และหากระบบนี้สำเร็จ ในอนาคตจะมีการขยายบริการไปสู่ระบบอื่นๆ เช่น การดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs ต่อไป" เลขาธิการ สปสช. กล่าว