
สปสช. ยกระดับ '30 บาทรักษาทุกที่' เข้มสแกนหน้า-เช็กโควตา ป้องกันสวมสิทธิ
สปสช. เตรียมพร้อม 12 ม.ค. 69 เริ่มบริการ หน่วยบริการนวัตกรรม รูปแบบใหม่ ใช้ระบบดิจิทัลกำกับดูแลการเข้ารับบริการ ทั้งจองสิทธิล่วงหน้าด้วย ระบบโควตา ยืนยันตัวตนด้วยสแกนใบหน้าและรับ QR Code ใช้สิทธิภายใน 6 ชม. ย้ำปกป้องสิทธิสุขภาพปชช. ป้องกันถูกสวมสิทธิ เพิ่มความโปร่งใส
KEY
POINTS
- สปสช. ยกระดับโครงการ "30 บาทรักษาทุกที่" โดยเพิ่มมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ ด้วยการยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบหน้า และการตรวจสอบโควตาการใช้บริการ
- ประชาชนสามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านไลน์ สปสช. เพื่อรับ QR Code หรือ Walk-in ที่หน่วยบริการ โดยต้องใช้บัตรประชาชนและสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนก่อนรับบริการ
- มีการนำ "ระบบโควตา" มาใช้กำกับดูแลการใช้บริการตามข้อมูลสถิติ เพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างเหมาะสมและเพิ่มความโปร่งใส ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิ
8 มกราคม 2569 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า การปรับระบบการให้บริการที่หน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท ภายใต้ 30 บาทรักษาทุกที่ ได้แก่ คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม ร้านยาคุณภาพ คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และคลินิกแพทย์แผนไทยซึ่งจะเริ่มในวันที่ 12 มกราคม 2569 นี้
เป็นการมุ่งเน้นเพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการกับประชาชนด้วยการใช้ระบบจองสิทธิหรือจองสิทธิการรับบริการ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การพิสูจน์ตัวตน และการตรวจสอบการเข้ารับบริการแบบเรียลไทม์
ที่ผ่านมา หน่วยบริการนวัตกรรมเคยถูกตั้งคำถามเรื่องความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ สปสช. จึงนำ "ระบบโควตา" มาเป็นกลไกกำกับ โดยประชาชนต้องจองคิวล่วงหน้าผ่านไลน์ OA ของ สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso)
เมื่อจองสำเร็จ ระบบจะออก QR Code เป็นหลักฐานสิทธิที่ได้รับ ซึ่งมีอายุ 6 ชั่วโมง ซึ่งหากไม่มาใช้บริการภายในเวลาที่กำหนด สิทธินี้จะถูกส่งกลับเข้าสู่กองกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นจองใช้บริการต่อได้
ทั้งนี้ เมื่อประชาชนถึงหน่วยบริการนวัตกรรมแล้ว จะใช้ระบบ QR Code พร้อมยืนยันตัวตน จากนั้นหน่วยบริการจะสามารถให้บริการ และเบิกจ่ายค่าบริการจาก สปสช. ได้ และเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น ประชาชนจะได้รับการแจ้งเตือนผ่าน LINE อีกครั้ง ถือเป็นการตรวจสอบซ้ำทั้งฝั่งผู้รับบริการและหน่วยบริการ ช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบอย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของประชาชนที่ไม่สะดวกในการจองคิว สามารถ Walk-in หรือไปที่หน่วยนวัตกรรมที่เข้าร่วมได้เลย โดยใช้บัตรประชาชน ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสิทธิและโควตาที่คงเหลือในระบบให้ หากมีสิทธิและมีโควตาใช้บริการได้ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน หากไม่มีการสแกนใบหน้าหรือการยืนยันตัวตน ระบบจะไม่อนุญาตให้เบิกจ่าย
ส่วนเรื่องการกำหนดโควตานั้น เลขาธิการ สปสช. ย้ำว่า ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิประชาชน แต่เป็นการออกแบบจากข้อมูลสถิติการใช้บริการจริงที่พบว่า ประชาชนใช้บริการหน่วยนวัตกรรมเฉลี่ยไม่เกิน 2 ครั้งต่อคนต่อปี หรือประมาณ 2.29 ครั้งต่อปีเท่านั้น และพบข้อมูลบริการที่มีแนวโน้มเกินความจำเป็น สปสช. จึงต้องปรับระบบให้มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
"การเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการครั้งนี้ เป็นการยกระดับการให้บริการ ทำให้ระบบเข้มแข็ง โปร่งใส หากไม่มีโควตา สปสช. จะไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติของการใช้สิทธิ หรือป้องกันการสวมสิทธิได้เลย" เลขาธิการ สปสช. กล่าว
ส่วนด้านความพร้อมของระบบนั้น นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีหน่วยบริการนวัตกรรมประมาณ 15,000 แห่งทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีราว 2,500 แห่งที่เชื่อมต่อระบบและให้บริการตามเงื่อนไขใหม่แล้ว ส่วนที่เหลือ สปสช. อยู่ระหว่างเร่งประสานและแก้ไขอุปสรรค เพื่อให้หน่วยบริการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบกลางอย่างครบถ้วน ลดความเสี่ยงด้านการเบิกจ่ายที่ขาดหลักฐาน
"เป้าหมายหลักของ สปสช. คือการทำให้ระบบนี้ดีขึ้น ซึ่งรูปแบบการเข้ารับบริการจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น การสแกน QR Code ในชีวิตประจำวัน
นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบสุขภาพไทย ที่ช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า สิทธิสุขภาพของตนเองจะไม่ถูกสวม ทั้งตรวจสอบการใช้สิทธิได้จริง และหากระบบนี้สำเร็จ ในอนาคตจะมีการขยายบริการไปสู่ระบบอื่นๆ เช่น การดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs ต่อไป" เลขาธิการ สปสช. กล่าว

