thansettakij
เวชศาสตร์ความงามไทยโตไม่แผ่ว ดันเซ็กเมนต์ยกกระชับ แตะ 8 พันล้าน

เวชศาสตร์ความงามไทยโตไม่แผ่ว ดันเซ็กเมนต์ยกกระชับ แตะ 8 พันล้าน

19 ก.พ. 2569 | 07:06 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.พ. 2569 | 09:07 น.

ออปติมาแอสเทติค เร่งสปีดตลาดยกกระชับ 8 พันล้าน ดัน Doublo 2.0 ปูพรมทั่วไทย รับพฤติกรรมคนเปลี่ยนนิยมหัตถการไม่ผ่าตัด ขยายตัว 8-12% จับตากลุ่มอายุ 25+ และผู้ชายโตแรง

KEY

POINTS

  • ตลาดเครื่องมือยกกระชับผิวในไทยมีมูลค่าสูงถึง 8,000 ล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 8-12% ต่อปี โดยจัดเป็นกลุ่ม Affordable Luxury ที่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่าย
  • ฐานลูกค้าขยายตัวกว้างขึ้น โดยมีกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25-30 ปีเข้ามาใช้บริการมากขึ้น และสัดส่วนผู้ใช้บริการเพศชายเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี
  • เทคโนโลยีแบบผสมผสานระหว่างคลื่น RF และ MFU กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการแข่งขัน โดยใช้ข้อมูลวิจัยทางคลินิกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเจาะตลาดคลินิกความงาม

ตลาดเวชศาสตร์ความงามไทยยังเดินหน้าเติบโต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอ โดยเฉพาะเซ็กเมนต์ “ยกกระชับผิวโดยไม่ผ่าตัด” ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Affordable Luxury ที่ผู้บริโภคยังพร้อมจ่าย ส่งผลให้ตลาดเครื่องมือยกกระชับผิวมีมูลค่าราว 8,000 ล้านบาท และขยายตัวเฉลี่ย 8-12% ต่อปี

นพ.ฐิติคมน์ ลิ้มรัตนเมฆา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออปติมาแอสเทติค จำกัด เปิดเผยว่า โครงสร้างความต้องการในตลาดเปลี่ยนชัดเจน จากเดิมกลุ่มอายุ 30-55 ปี เป็นฐานหลัก ปัจจุบันเริ่มเห็นกลุ่มอายุ 25-30 ปีเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ขณะที่สัดส่วนผู้ใช้บริการเพศชายเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี สะท้อนการขยายตัวเชิงกว้างของอุตสาหกรรม

จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทจึงรุกตลาดเครื่องยกกระชับผิว “ดูโบล้ทู” (Doublo 2.0) ครบ 1 ปี สามารถปิดการขายให้คลินิกความงามกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มอีก 200 เครื่องในปีนี้ ดันยอดสะสมแตะ 300 เครื่อง เพื่อขยายฐานในกลุ่มคลินิกเปิดใหม่และคลินิกระดับกลาง-บน

อัตราค่าบริการเริ่มต้นประมาณ 8,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับโปรแกรมของแต่ละคลินิก ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้เมื่อเทียบกับหัตถการยกกระชับอื่นในตลาด ส่งผลให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำ 

นพ.ฐิติคมน์ ลิ้มรัตนเมฆา

ด้านกลยุทธ์การตลาด บริษัทเลือกใช้ “งานวิจัยเชิงคลินิก” เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร B2B โดยมีข้อมูลผลลัพธ์ เช่น ร่องแก้มดีขึ้น 83% กรอบหน้าชัดขึ้น 29% และความยืดหยุ่นผิวเพิ่มขึ้น 22% พร้อมความร่วมมือด้านวิชาการกับศูนย์วิจัยการแพทย์ศิริราช (SiMR) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ระยะยาวด้านคอลลาเจนและความชุ่มชื้นผิว

ขณะเดียวกัน การเปิดตัว “ใหม่ ดาวิกา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ ถูกวางบทบาทเพื่อเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ในฝั่ง B2C และสร้างแรงดึงดูดทางการตลาดให้กับคลินิกคู่ค้า มากกว่าการสื่อสารตรงสู่ผู้บริโภคปลายทาง

ท่ามกลางการแข่งขันในตลาด HIFU และ RF ที่มีผู้เล่นทั้งจากเกาหลีใต้ ยุโรป และจีน การชูเทคโนโลยีแบบผสมผสานพร้อมข้อมูลวิจัยรองรับ ถูกมองเป็นกลยุทธ์สร้างความแตกต่างในตลาดที่กำลังเข้าสู่ช่วงคัดกรองคุณภาพ ผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรมและหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ชัดเจน มีแนวโน้มครองส่วนแบ่งตลาดได้ในระยะถัดไป