
สภาผู้บริโภค ผ่าปมประกันสังคม รีดเงินสมทบเพิ่มเป็น 875 บ. แฝงค่าหมอ-คลอดบุตร
เมื่อ 1 ม.ค. 69 เงินเดือนถูกหักเพิ่มเป็น 875 บาท แต่บำนาญยังไม่พอกิน? "สารี อ๋องสมหวัง" เปิดเบื้องลึกกับฐานเศรษฐกิจ ไม่เห็นด้วยต้องจ่ายเพิ่มค่าหมอ-คลอดบุตร ย้ำรัฐต้องจ่ายแทนพร้อมปฏิรูป สปส. ให้โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง!
KEY
POINTS
- สภาผู้บริโภคคัดค้านการปรับขึ้นเงินสมทบประกันสังคมเป็น 875 บาท โดยชี้ว่าเป็นการจ่ายเงินซ้ำซ้อนสำหรับค่ารักษาพยาบาลและคลอดบุตร ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ประชาชนกลุ่มอื่นได้รับฟรีผ่านบัตรทอง
- การปรับขึ้นเงินสมทบจะเริ่มในปี 2569 จากเพดานเงินเดือน 15,000 บาท (จ่าย 750 บ.) เป็น 17,500 บาท (จ่าย 875 บ.) และจะปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดจนถึงปี 2575
- มีข้อเสนอให้นำเงินสมทบที่เก็บเพิ่มไปเน้นที่ "เงินบำนาญชราภาพ" เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ประกันตนมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณ
ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ปฏิทินชีวิตของแรงงานไทยมาตรา 33 จะก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อกฎกระทรวงฉบับใหม่เริ่มบังคับใช้ ปรับเพดานเงินสมทบจากเดิมสูงสุด 750 บาท (ฐานเงินเดือน 15,000 บาท) ขยับขึ้นเป็น 875 บาทต่อเดือน (ฐานเงินเดือน 17,500 บาท) ในระยะแรก
ตารางการปรับเพดานเงินสมทบมาตรา 33 (เปรียบเทียบปี 2568 - 2575)
- ปี 2568 (เดิม): เพดาน 15,000 บาท จ่ายสูงสุด 750 บาท (บำนาญ 25 ปี ได้ 5,250 บาท)
- ระยะที่ 1 (2569-2571): เพดาน 17,500 บาท จ่ายสูงสุด 875 บาท (บำนาญ 25 ปี ได้ 6,125 บาท)
- ระยะที่ 2 (2572-2574): เพดาน 20,000 บาท จ่ายสูงสุด 1,000 บาท (บำนาญ 25 ปี ได้ 7,000 บาท)
- ระยะที่ 3 (2575 เป็นต้นไป): เพดาน 23,000 บาท จ่ายสูงสุด 1,150 บาท (บำนาญ 25 ปี ได้ 8,050 บาท)
ตัวเลขที่หายไปจากสลิปเงินเดือนนี้แลกมาด้วยสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นเพียงหลักร้อย แต่สำหรับ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เธอมองว่านี่คือสัญญาณเตือนถึงความเหลื่อมล้ำที่ต้องรีบแก้ไข
จ่ายเพิ่มต้องเป็น "ขั้นบันได" ไม่ใช่ภาระคนรายได้น้อย
นางสาวสารี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ระบุว่า แม้การเพิ่มเงินสมทบจะส่งผลดีต่อสิทธิประโยชน์ระยะยาว แต่การเก็บในอัตราเดียวกันหมดอาจสร้างปัญหาให้กับลูกจ้างที่มีรายได้ไม่เกินค่าแรงขั้นต่ำ เธอเสนอว่าควรมีการจัดเก็บแบบ "ขั้นบันได" เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนแต่ละกลุ่มร่วมสมทบตามกำลังรายได้ และได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับความต้องการจริง
ค้านหัวชนฝา: "ค่าหมอ-คลอดบุตร" ทำไมผู้ประกันตนต้องจ่ายซ้ำซ้อน?
ประเด็นที่เป็น "ยาขม" ที่สุดในการปฏิรูปครั้งนี้ คือการนำเงินที่เก็บเพิ่มไปใช้ในส่วนของ สิทธิการเจ็บป่วยและคลอดบุตร นางสาวสารีตั้งคำถามถึงความเท่าเทียม โดยเปรียบเทียบกับระบบ "บัตรทอง" ที่พลเมืองไทยทุกคนได้รับสิทธิการรักษาฟรีโดยไม่ต้องเสียเงินสมทบ
"ผู้ประกันตนไม่ควรต้องเสียสตางค์เพิ่มในเรื่องสุขภาพและคลอดบุตร ขณะที่คนกลุ่มอื่นได้ฟรี"
เธอเสนอว่าเงินส่วนนี้รัฐบาลควรเป็นผู้สมทบให้เท่ากับกองทุนอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิในฐานะพลเมืองอย่างเป็นธรรม
บทเรียนบำนาญ 5,000 บาท: เมื่อหยาดเหงื่อ 30 ปี ไม่เพียงพอต่อการเกษียณ
ความฝันที่จะมีชีวิตวัยเกษียณที่สุขสบายเหมือนในต่างประเทศที่ได้รับบำนาญหลักแสนบาท ดูจะห่างไกลจากความจริงของแรงงานไทย
นางสาวสารี แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวว่า เธอส่งเงินสมทบมาตั้งแต่ปี 2534 รวมเวลากว่า 30 ปี แต่บำนาญที่จะได้รับกลับมีเพียง 5,475 บาทต่อเดือน เท่านั้น "ถ้าไม่มีงานทำหรือไม่มีเงินเก็บ บำนาญแค่นี้ไม่มีทางพอใช้แน่"
เธอจึงย้ำว่าเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นควรถูกเทไปที่ "เงินบำนาญ" เป็นหลัก โดยมีเป้าหมายขั้นต่ำที่ 9,000 บาทต่อเดือน หรือวันละ 300 บาท เพื่อให้เพียงพอต่อค่าอาหาร ค่าน้ำ และค่าไฟ ในวันที่ไม่มีรายได้แล้ว
เสียงสะท้อนจากความเจ็บปวด: เมื่อ "ผู้ดูแล" กลายเป็น "เจ้านาย"
นางสาวสารีเล่าถึงกรณีสะเทือนใจของผู้ประกันตนรายหนึ่งที่ร้องเรียนเข้ามาว่า เขาปวดหลังรุนแรงจนต้องผ่าตัด แต่กลับถูกระบบบังคับให้ต้องนั่งแท็กซี่ไปขอใบส่งตัวจากอีกโรงพยาบาลหนึ่งด้วยตนเอง ทั้งที่ควรใช้ระบบดิจิทัลจัดการได้ เธอชี้ว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรทำตัวเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่ทำตัวเป็น "เจ้านาย" ของผู้ประกันตน
นอกจากนี้ เธอยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการใช้เงินที่ "ไม่ตรงไปตรงมา" เช่น การลงทุนที่ขาดประสิทธิภาพ การจัดทำปฏิทิน หรือการสร้างอาคารขนาดใหญ่เกินความจำเป็น
"เราอยากเห็นระบบที่ Lean (กระชับ) ง่าย และสะดวก และตรวจสอบงบประมาณได้ทุกบาททุกสตางค์"
ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลหน้า: อย่าปล่อยให้ผู้ประกันตนถูกทอดทิ้ง
ท้ายที่สุด นางสาวสารีฝากการบ้านถึงพรรคการเมืองและรัฐบาลหน้า ให้เข้ามาแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเรื่องสุขภาพอยู่เพียงกลุ่มเดียว และต้องทำให้ระบบประกันสังคมโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยทั้งนายจ้างและลูกจ้างในฐานะผู้จ่ายเงินตัวจริง
การปฏิรูปครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ระบบประกันสังคมเป็น "หลักประกัน" ที่พึ่งพาได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การ "เพิ่มเพดาน" แต่คือการ "เพิ่มคุณภาพชีวิต" ให้กับแรงงานไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมและโปร่งใส

