เทียบชัดๆ สิทธิประโยชน์ จ่ายเงินสมทบประกันสังคมแบบเก่า-แบบใหม่ แต่จะได้เมื่อไร

07 ม.ค. 2569 | 19:55 น.

มนุษย์เงินเดือนรู้ยัง จ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มเป็น 875 บาท/เดือน เริ่มมกราคมนี้ ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง แต่สังคมตั้งคำถาม จะได้เมื่อไร กี่โมง

KEY

POINTS

  • ครม. อนุมัติการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบประกันสังคม ม.33 เป็นแบบขั้นบันได 3 ระยะ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
  • การปรับเพดานใหม่จะทำให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบสูงสุดเพิ่มขึ้นจากเดิม 750 บาท เป็น 875 บาท, 1,000 บาท และ 1,150 บาทต่อเดือน ตามลำดับในแต่ละระยะ
  • สิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีต่างๆ เช่น การเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร เสียชีวิต และเงินบำนาญชราภาพ จะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นตามเพดานเงินสมทบใหม่ที่สูงขึ้น
  • ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขและช่วงเวลาที่ผู้ประกันตนจะเริ่มได้รับสิทธิประโยชน์ในอัตราใหม่ หลังจากที่เริ่มจ่ายเงินสมทบตามเกณฑ์ใหม่แล้ว

ครม.เห็นชอบและราชกิจจานุเบกษาออกกฎกระทรวงใหม่ ปรับเพดานค่าจ้างคำนวณเงินสมทบประกันสังคม ม.33 แบบขั้นบันได 3 ระยะ เริ่มปี 2569 เพิ่มเงินสมทบสูงสุดเป็น 875–1,150 บาทต่อเดือน พร้อมขยับสิทธิประโยชน์ทดแทน 7 กรณี หนุนความมั่นคงแรงงานรายได้ปานกลาง–สูง ขณะที่สภาผู้บริโภคเรียกร้องปฏิรูประบบสิทธิรักษาพยาบาลควบคู่

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ม.33) และล่าสุดราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ในการปรับเพดานค่าจ้างสำหรับใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคม ม.33 แบบบันได 3 ขั้น เริ่มใช้บังคับ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

สรุปความแตกต่างของการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมแบบเดิม และแบบใหม่

การจ่ายเงินสมทบผู้ประกันตนรูปแบบเดิม

กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 750 บาท ( 5% ของเงินเดือน) ไม่ว่าคุณจะเงินเดือนเท่าไร ก็จะจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพียง 750 บาทเท่ากันทุกคน

ผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ที่เพิ่มขึ้นใน 6 กรณี ดังนี้

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย สูงสุด 7,500 บาท/เดือน (250 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน)

2. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 7,500 บาท/เดือน

3. เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 7,500 บาท/เดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง

5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท

6. เงินบำนาญ

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี รับเงินสูงสุด 3,000 บาท/เดือน

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี รับเงินสูงสุด 5,250 บาท/เดือน

ส่วนการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมรูปแบบใหม่ (แบบขั้นบันได)  

การจ่ายเงินสมทบรูปแบบใหม่ จะกำหนดเป็นขั้นบันได แบบ 3 ระยะ  ประกอบด้วย

ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2569–2571 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากเดิม 750 บาท เริ่มเดือนมกราคม 2569

ผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ที่เพิ่มขึ้นใน 6 กรณี ดังนี้

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย สูงสุด 7,500 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาท/เดือน (291 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน)

2. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 7,500 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาท/เดือน

3. เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 7,500 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาท/เดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง เพิ่มเป็น 26,250 บาท/ครั้ง

5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท เพิ่มเป็น 105,000 บาท

6. เงินบำนาญ

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี รับเงินสูงสุด 3,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 3,500 บาท/เดือน

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี รับเงินสูงสุด 5,250 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 6,125 บาท/เดือน

เทียบชัดๆ สิทธิประโยชน์ จ่ายเงินสมทบประกันสังคมแบบเก่า-แบบใหม่ แต่จะได้เมื่อไร

ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2572–2574 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน

ผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ที่เพิ่มขึ้นใน 6 กรณี ดังนี้

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย สูงสุด 8,750 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 10,000 บาท/เดือน (333 บาท/วัน สูงสุด 180 วัน)

2. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 8,750 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 10,000 บาท/เดือน

3. เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 8,750 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 10,000 บาท/เดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 26,250 บาท/ครั้ง เพิ่มเป็น 30,000 บาท/ครั้ง

5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท เพิ่มเป็น 120,000 บาท

6. เงินบำนาญ

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี รับเงินสูงสุด 3,500 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 4,000 บาท/เดือน

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี รับเงินสูงสุด 6,125 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 7,000 บาท/เดือน

ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

ผลประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ที่เพิ่มขึ้นใน 6 กรณี ดังนี้

1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 10,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 11,500 บาทต่อเดือน (383 บาท/วันสูงสุด 180 วัน)

2. เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 10,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 11,500 บาท/เดือน

3. เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 10,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 11,500 บาท/เดือน

4. เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 30,000 บาท/ครั้ง เพิ่มเป็น 34,500 บาท/ครั้ง

5. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท เพิ่มเป็น 138,000 บาท

6. เงินบำนาญ

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี รับเงินสูงสุด 4,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 4,600 บาท/เดือน

-กรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี รับเงินสูงสุด 7,000 บาท/เดือน เพิ่มเป็น 8,085 บาท/เดือน

สำหรับกลุ่มผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างต่ำกว่า 17,500 บาท ยังคงจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้างตามเดิมโดยไม่มีภาระเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานรอบนี้

การปรับเพดานนี้จึงเป็นการเพิ่มหลักประกันความมั่นคงในวัยเกษียณให้แก่แรงงานที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงโดยหากมีการส่งเงินสมทบในเพดานสูงสุดตลอดไปจนถึงระยะที่ 3 (ฐาน 23,000 บาท) เงินบำนาญสูงสุดที่จะได้รับจะสูงขึ้นอีกมากตามลำดับ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ของรัฐบาลและนายจ้างเพื่อคุณภาพชีวิตแรงงาน

อย่างไรก็ดี การเริ่มปรับเพดานค่าจ้างในการจัดเก็บเงินสมทบประกันสังคมที่เริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2569 นี้ คำถามที่ถกเถียงกันอย่างมากในโลกโซเชียล คือ ผลประโยชน์การทดแทนการขายรายได้อัตราใหม่ จะมีผลตั้งแต่เมื่อไร เช่น หากจ่ายเงินสมทบอัตราใหม่ ไปแล้ว 3 เดือน เกิดเสียชีวิต จะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตในอัตราใหม่หรือไม่อย่างไร หรือกรณีตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน จ่ายเงินสมทบอัตราใหม่ไปแล้ว 6 เดือนเมื่อคลอดบุตร จะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตรในอัตราใหม่หรือไม่

ขณะที่ผู้ประกอบการเอง หากไม่ร่วมจ่ายเงินสมทบเพิ่ม เพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นขององค์กร สามารถกระทำได้หรือไม่ หากไม่เข้าร่วม สำนักงานประกันสังคม จะมีข้อบังคับหรือบทลงโทษอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถซิกแซก หรือหาทางออก เพื่อลดต้นทุนให้กับองค์กร  

ยังมีผู้ใช้แรงงานในระบบอีกนับล้านคนที่ต่างตั้งข้อสงสัยต่างๆ มากมาย ที่ยังไร้ผู้ให้คำตอบที่ชัดเจน