สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้รีดเงินสมทบ 'ประกันสังคม' ต้องคุมเข้มความโปร่งใส

08 ม.ค. 2569 | 05:56 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 07:57 น.

แสงชัย ธีรกุลวาณิช มองการเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ต้องพิจารณาความคุ้มค่า ความโปร่งใส และบทบาทของระบบสวัสดิการต่อแรงงานและผู้ประกอบการในระยะยาว

KEY

POINTS

  • สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเรียกร้องให้การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสในการบริหารกองทุนที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  • ชี้ว่าการเพิ่มเงินสมทบไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์และรองรับสังคมสูงวัย
  • เน้นย้ำว่าการเพิ่มเงินสมทบกระทบต้นทุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จึงต้องคำนึงถึงความแข็งแกร่งของนายจ้างควบคู่ไปกับการดูแลผู้ประกันตน

ข้อถกเถียงเรื่องการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนเพียงภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของนายจ้างและลูกจ้าง แต่ยังสะท้อนคำถามใหญ่ต่อทิศทางระบบสวัสดิการของประเทศ ว่าจะถูกออกแบบให้รองรับชีวิตแรงงานไทยในระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยมุมมองกับ ฐานเศรษฐกิจว่า ประเด็นสำคัญของการเพิ่มเงินสมทบ ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่ตัวเลขหรืออัตราที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น แต่ต้องพิจารณาในภาพใหญ่ของโครงสร้างสวัสดิการสังคมทั้งระบบ โดยเฉพาะความมั่นคง ความคุ้มค่า และความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนและนายจ้าง

“การเก็บเงินสมทบเพิ่ม กระทบทั้งสองฝ่าย สิ่งที่สังคมอยากเห็นคือความชัดเจนว่า เงินกองทุนจะถูกบริหารอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนจริงหรือไม่” 

โดยมองว่า หากการเพิ่มเงินสมทบเป็นเพียงการนำเงินไปอุดช่องว่างหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ย่อมไม่สามารถสร้างศรัทธาให้ระบบประกันสังคมได้ แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาสิทธิประโยชน์ และเตรียมความพร้อมให้แรงงานก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มเงินสมทบจะถูกมองในฐานะ “การลงทุนเพื่ออนาคต” มากกว่าภาระ

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้รีดเงินสมทบ 'ประกันสังคม' ต้องคุมเข้มความโปร่งใส

ในมุมของภาคผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แสงชัยระบุว่า การขับเคลื่อนประกันสังคมต้องไม่ละเลยความแข็งแกร่งของนายจ้าง เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน ระบบที่ดีและเป็นธรรมจะช่วยให้นายจ้างสามารถดูแลแรงงานได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

 

นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมไม่ควรจำกัดเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 แต่ต้องครอบคลุมถึงแรงงานอิสระและผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการขยายฐานผู้ประกันตน ควบคู่กับการพัฒนาอาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“สุดท้ายแล้ว ประกันสังคมควรทำหน้าที่เป็นเสาหลักของสวัสดิการชีวิต หากนายจ้างแข็งแรง ผู้ประกันตนก็จะมีความมั่นคง และนี่คือรากฐานของเศรษฐกิจที่คนไทยมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” นายแสงชัยกล่าว