KEY
POINTS
ข้อถกเถียงเรื่องการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนเพียงภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของนายจ้างและลูกจ้าง แต่ยังสะท้อนคำถามใหญ่ต่อทิศทางระบบสวัสดิการของประเทศ ว่าจะถูกออกแบบให้รองรับชีวิตแรงงานไทยในระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยมุมมองกับ ฐานเศรษฐกิจว่า ประเด็นสำคัญของการเพิ่มเงินสมทบ ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่ตัวเลขหรืออัตราที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น แต่ต้องพิจารณาในภาพใหญ่ของโครงสร้างสวัสดิการสังคมทั้งระบบ โดยเฉพาะความมั่นคง ความคุ้มค่า และความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนและนายจ้าง
“การเก็บเงินสมทบเพิ่ม กระทบทั้งสองฝ่าย สิ่งที่สังคมอยากเห็นคือความชัดเจนว่า เงินกองทุนจะถูกบริหารอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนจริงหรือไม่”
โดยมองว่า หากการเพิ่มเงินสมทบเป็นเพียงการนำเงินไปอุดช่องว่างหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ย่อมไม่สามารถสร้างศรัทธาให้ระบบประกันสังคมได้ แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาสิทธิประโยชน์ และเตรียมความพร้อมให้แรงงานก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มเงินสมทบจะถูกมองในฐานะ “การลงทุนเพื่ออนาคต” มากกว่าภาระ
ในมุมของภาคผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แสงชัยระบุว่า การขับเคลื่อนประกันสังคมต้องไม่ละเลยความแข็งแกร่งของนายจ้าง เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน ระบบที่ดีและเป็นธรรมจะช่วยให้นายจ้างสามารถดูแลแรงงานได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมไม่ควรจำกัดเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 แต่ต้องครอบคลุมถึงแรงงานอิสระและผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการขยายฐานผู้ประกันตน ควบคู่กับการพัฒนาอาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“สุดท้ายแล้ว ประกันสังคมควรทำหน้าที่เป็นเสาหลักของสวัสดิการชีวิต หากนายจ้างแข็งแรง ผู้ประกันตนก็จะมีความมั่นคง และนี่คือรากฐานของเศรษฐกิจที่คนไทยมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” นายแสงชัยกล่าว