KEY
POINTS
ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่กระทบต่อกระเป๋าเงินของคนทำงานอย่าง "การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม" กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการขยายฐานเพดานเงินเดือนที่นำมาคำนวณเงินสมทบ
นายสุภัค หมื่นนิกร ผู้ก่อตั้งสถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีซี่ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ จำกัด ผู้บริหารร้านแฮมเบอร์เกอร์ “Siam Steak” และไส้กรอกพรีเมี่ยม “อีซี่ส์” เล่าให้ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับเพิ่มเงินสมทบครั้งนี้เป็นการขยายเพดานเงินเดือนจากเดิมที่กำหนดไว้สูงสุดที่ 750 บาท ขยับขึ้นเป็น 875 บาท ซึ่งถือเป็นการปรับไม่เยอะมากทำให้ผู้ประกันตนและนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือน
แม้ในมุมหนึ่งการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอาจดูเหมือนเป็นภาระ แต่หากพิจารณาจากเสียงสะท้อนในสังคม พบว่า แรงต้านไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาด โดยส่วนใหญ่เป็นเพียงเสียงบ่นพึมพำเล็กน้อยก่อนจะซาไป เนื่องจากผู้คนเข้าใจว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องนำเงินไปใช้ในการพัฒนาประเทศ และมองว่าเป็นจำนวนเงินที่ยังสามารถรับได้
สำหรับกลุ่มพนักงานหรือลูกจ้าง ผลกระทบในแง่ของการใช้จ่ายมองว่า ไม่ส่งผลต่อการชะลอตัวของการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ หากลองคำนวณจากยอดที่จ่ายเพิ่มหลักร้อยบาท แล้วหารเฉลี่ยเป็นรายวันหรือรายมื้อ จะพบว่ากระทบต่อการดำรงชีวิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่อาจจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นคือผู้ที่เป็นเสาหลักต้องเลี้ยงดูครอบครัวหลายคน หรือผู้ที่ไม่มีรายได้ช่องทางอื่นเสริม ในส่วนของสิทธิประโยชน์ แม้จะมีการมองว่าช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจได้บ้างในยามเจ็บป่วย แต่ผู้ประกันตนบางส่วนยังมองว่าสิทธิประโยชน์นี้อาจยังไม่เห็นผลชัดเจนเท่ากับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋ามากกว่า
ในฝั่งของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหาร การปรับเงินสมทบประกันสังคมถูกมองว่าเป็น "เรื่องเล็กน้อย" เมื่อเทียบกับต้นทุนอื่น ๆ ในตลาดแรงงาน โดยค่าใช้จ่ายในการสรรหาพนักงานและการฝึกอบรม มีมูลค่าสูงกว่าเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นมาก
ผู้ประกอบการบางส่วนจึงไม่ได้กังวลกับเงินไม่กี่บาทที่จ่ายเพิ่มขึ้น แต่จะมุ่งเน้นไปที่การ บริหารจัดการประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานให้ดีขึ้น เพื่อให้คุ้มค่ากับต้นทุนค่าแรงโดยรวมที่เกิดขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปรับเพิ่มเงินประกันสังคมครั้งนี้ไม่เกิดแรงต้านสังคมในวงกว้าง คือ "จังหวะเวลาที่เหมาะสม" ได้แก่
1. ความชัดเจนทางการเมือง การเริ่มเห็นภาพชัดเจนของรัฐบาลและการเลือกตั้ง ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มเตรียมตัวรับข่าวดีและนโยบายใหม่ ๆ
2. ความหวังทางเศรษฐกิจ กระแสจากทั้งนักเศรษฐศาสตร์และคำทำนายทางสถิติต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น
การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชี แต่เป็นเกมการบริหารจัดการภายใต้จังหวะเวลาที่ผู้คนในสังคมกำลังมี "ความหวัง" แม้จะมีภาระเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เมื่อแลกกับความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจกำลังจะเดินหน้าต่อ ทั้งลูกจ้างและนายจ้างส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะ "ยอมรับ" เพื่อมุ่งหน้าไปสู่โอกาสที่ใหญ่กว่าในอนาคต