
กฤษฎีกา ดันพ.ร.บ.ใหม่ ปลดล็อก 'บุคคลล้มละลาย' รับราชการ-นั่งตำแหน่งสำคัญ
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยกร่าง พ.ร.บ.ใหม่ ปลดล็อกคุณสมบัติและลักษณะ 'บุคคลล้มละลาย' คืนสิทธิ์รับราชการ-ดำรงตำแหน่งสำคัญ หวังดึงบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ให้อยู่ในระบบต่อไป
KEY
POINTS
- คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่ห้ามบุคคลล้มละลายเข้ารับราชการหรือดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ
- ร่างกฎหมายนี้จะแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง 12 ฉบับ และให้อำนาจผู้มีอำนาจแต่งตั้งใช้ดุลยพินิจให้บุคคลล้มละลายปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ยกเว้นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
- มีเป้าหมายเพื่อลดการจำกัดสิทธิเกินสมควร และเปิดโอกาสให้บุคคลที่พ้นจากการล้มละลายแล้วสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีกครั้ง ยกเว้นกรณีล้มละลายทุจริต
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลาย ฉบับใหม่
สำหรับเหตุผลของการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เนื่องจากการดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลายในปัจจุบันมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ส่งผลให้บุคคลล้มละลายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพ จากกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย
ทั้งนี้ผลกระทบของการกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหลายฉบับที่ใช้บังคับในปัจจุบันยังคงนำเหตุแห่งการเป็นบุคคลล้มละลายมาเป็นข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพ โดยแบ่งเป็นบทบัญญัติในการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย ออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่
1.ห้ามดำรงตำแหน่งสำคัญ
2.ห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
3.ห้ามรับราชการ
4.ห้ามประกอบอาชีพ
ทั้งนี้การกำหนดข้อจำกัดดังกล่าวมีแนวทางที่ไม่ชัดเจน ได้แก่ เหมารวมว่าบุคคลล้มละลายไร้ความสามารถ การล้มละลายไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ดีเสมอไป ข้อจำกัดดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์และไม่คุ้มค่า และขัดต่อหลักสากลในเรื่องการเคารพสิทธิของบุคคลและการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ดังนั้นจึงสมควรกำหนดแนวทางเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในกรณีที่มีการกำหนดให้มีการห้ามดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพของบุคคลที่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย ควรกำหนดห้วงเวลาการห้าม เพื่อมิให้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากเกินสมควร แต่สำหรับบุคคลที่ล้มละลายทุจริตนั้น อาจนำมาเป็นข้อจำกัดต่อไปได้เพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกลับมาสร้างความเสียหายต่อสังคมได้อีก
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาบุคลากรที่ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ ให้อยู่ในระบบต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ความเป็นมา โดยที่ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับที่กำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย ซึ่งส่งผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขัดต่อหลักสากลในการเคารพสิทธิและเสรีภาพ ในการทำงานซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล รวมทั้งอาจเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งสถานะของบุคคลและฐานะทางเศรษฐกิจ
สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลาย พ.ศ. ....
เพื่อกำหนดแนวทางกรณีที่มีการกำหนดห้ามดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพของบุคคลที่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย และควรกำหนดห้วงเวลาการห้ามเพื่อไม่ให้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากเกินสมควร
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ย.ป. ได้มีการสอบถามความเห็นและประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งและการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย จำนวน 29 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานประสงค์ให้สำนักงาน ป.ย.ป. แก้ไขกฎหมายจำนวน 5 หน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วยพระราชบัญญัติจำนวน 12 ฉบับ ตามบัญชีแนบท้าย
ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สำนักงาน ป.ย.ป. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ทั้งนี้ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องเสนอครม.ชุดใหม่พิจารณาอีกครั้ง
สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลาย พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้
1. ยกเลิกความในกฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของบุคคลกรณีเป็นบุคคลล้มละลายในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติจำนวน 12 ฉบับ ตามบัญชีท้ายร่างพระราชบัญญัติฯ และให้ใช้ความตามที่กำหนดในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน ประกอบด้วย
1) พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน)
2) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 (แก้ไขเงื่อนไขการได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน)
3) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา)
4) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีในมหาวิทยาลัยราชภัฏ)
5) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดีในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล)
6) พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการซึ่งเป็นสมาชิก กรรมการซึ่งเป็นผู้รับบำนาญและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ)
7) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานคร)
8) พระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. 2558 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันและผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชน)
9) พระราชบัญญัติสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการดําเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์)
10) พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุมประพฤติ)
11) พระราชบัญญัติการบริหารการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด พ.ศ. 2561 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารการแก้ไขบําบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทําผิด)
12) พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ)
2. กำหนดให้บุคคลล้มละลายหรือบุคคลล้มละลายทุจริตมีหน้าที่แจ้งให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งทราบถึงการที่ตนเป็นบุคคลล้มละลายหรือบุคคลล้มละลายทุจริต โดยไม่ชักช้า
3. กำหนดให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาให้บุคคลล้มละลายที่ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หากการปฏิบัติงานในหน้าที่ของบุคคลล้มละลายนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารของตำแหน่งงาน หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่บุคคล ล้มละลายดำรงอยู่ เว้นแต่ตำแหน่งที่ต้องมีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรรมการผู้ได้รับการแต่งตั้ง และมีอำนาจการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งกำหนดให้บุคคลล้มละลายไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
4. เมื่อบุคคลล้มละลายได้รับการปลดจากการล้มละลายแล้วสามารถกลับเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญได้ตามความเหมาะสม






