thansettakij
thansettakij
นักวิชาการเตือน "อาเซียน“ เร่งปรับทัพสู้ศึกมหาอำนาจจากสงครามตะวันออกกลาง

นักวิชาการเตือน "อาเซียน“ เร่งปรับทัพสู้ศึกมหาอำนาจจากสงครามตะวันออกกลาง

09 มี.ค. 2569 | 11:55 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มี.ค. 2569 | 11:59 น.

“ดร.ปิติ ศรีแสงนาม” ชี้สงครามตะวันออกกลางคือจุดเปลี่ยนสู่ระเบียบโลกใหม่ เป็น "ภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง" ต่ออาเซียน กระทบความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจไทยแนะแผน 4 เสาหลักรับมือก่อนสายเกินแก้

KEY

POINTS

  • นักวิชาการเตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเสถียรภาพของอาเซียน ทั้งในมิติความปลอดภัยของแรงงาน ความมั่นคงทางพลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงทางอาหาร
  • วิกฤตที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบต่อ "ความมั่นคงทางอาหาร" เนื่องจากสงครามจะทำให้การผลิตปิโตรเคมีหยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนปุ๋ยเคมีทั่วโลก ซึ่งจะกระทบภาคเกษตรกรรมของอาเซียนโดยตรง
  • ข้อเสนอแนะคืออาเซียนต้องปรับตัวจากการทูตเชิงรับไปสู่การเป็น "ผู้จัดการความเสี่ยง" อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านแผนปฏิบัติการ 4 เสาหลัก ได้แก่ การอพยพพลเมือง การสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ การทูตหลายช่องทาง และการสร้างบทบาทนำด้านมนุษยธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเพจ Facebook : Piti Srisangnam ระบุว่า ประชาคมอาเซียนท่ามกลางสงครามพันธมิตรสหรัฐ & อิสราเอล รุกราน อิหร่าน ปฐมบท: ภาพลวงตาของชัยชนะ และ "ฉันทามติบนหน้ากระดาษ" ที่ไม่เพียงพอ

การยกระดับความขัดแย้งในเอเชียตะวันตก หรือตะวันออกกลาง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการที่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล รุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจนนำไปสู่กการปะทะกันอย่างรุนแรง ได้ขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

ในมิติของประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ การโจมตีทางทหารที่รวดเร็วอาจสร้าง "ชัยชนะเชิงยุทธวิธี" (Tactical Victory) ในช่วงต้นได้ แต่ในความเป็นจริง ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีไม่อาจรับประกันการชนะสงครามในระยะยาว

สงครามที่กำลังลากยาวนี้มีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็น "สงครามเชิงอารยธรรม" (Civilizational Conflict) ซึ่งเป็นตัวเร่งให้โลกมุสลิมรวมตัวกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การเสื่อมถอยของอิทธิพลตะวันตกในภูมิภาคนี้กำลังเปิดทางให้เกิดระเบียบโลกใหม่ หรือขั้วอำนาจที่ 3 ในนาม "Pax Islamica" ที่จะก้าวขึ้นมาถ่วงดุลกับระเบียบโลกเดิมที่สูญสลายไป

เคียงคู่กับอีก 2 ขั้วมหาอำนาจคือ โลกตะวันตก (หรือ Global-North ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา) และโลกตะวันออก (Global-South ที่นำโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน) วิกฤตการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหารที่ห่างไกล แต่เป็น "ภัยคุกคามระดับโครงสร้าง" (Structural Threat) ที่กำลังพุ่งเป้ามาที่เสถียรภาพของประชาคมอาเซียน

นักวิชาการเตือน "อาเซียน“ เร่งปรับทัพสู้ศึกมหาอำนาจจากสงครามตะวันออกกลาง

การที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026 เพื่อแสดงความกังวลและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ถือเป็นก้าวแรกทางการทูตที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ฉบับนี้กลับเป็นเสมือน "สัญญาณเตือนภัย" (Distress Signal) ที่สะท้อนความตื่นตระหนกต่อวิกฤตห่วงโซ่อุปทานและการแบ่งขั้วอำนาจ

อาเซียนไม่อาจหยุดอยู่เพียงการใช้ "การทูตเชิงรับ" (Defensive Diplomacy) ได้อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับสู่การเป็น "ผู้จัดการความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบ" (Risk Manager & Fallout Mitigator) อย่างเต็มรูปแบบ

นี่คือแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Action Plan) ใน 4 เสาหลัก ที่ผู้นำอาเซียนต้องเร่งนำมาบูรณาการเป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อแปรเปลี่ยนความร่วมมือให้กลายเป็นโล่กำบังที่จับต้องได้

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะนักวิชาการด้านอาเซียนศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื้อหาในบทความนี้มิได้แสดงท่าที หรือจุดยืนของมูลนิธิอาเซียน และสำนักเลขาธิการอาเซียน

เสาหลักที่ 1: ปฏิบัติการกงสุลเชิงรุกและการอพยพร่วม (Proactive Consular & Joint Evacuation Operations) วิกฤตหน้าที่เร่งด่วนที่สุดของอาเซียนคือ "ชีวิตของประชาชน" ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติและพลเมืองจากกลุ่มประเทศอาเซียนจำนวนหลายล้านคนอาศัยและทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ไม่ว่าจะเป็น บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

จัดตั้งศูนย์บัญชาการอพยพร่วมอาเซียน (ASEAN Joint Evacuation Command Center): บูรณาการข้อมูลข่าวกรองและฐานข้อมูลพลเมืองร่วมกัน เพื่อประเมินสถานการณ์แบบ Real-time และเจรจาขอเปิดเส้นทางปลอดภัย (Safe Corridors) กับคู่ขัดแย้ง

การสนธิกำลังอากาศยานและเรือพาณิชย์ (Logistics Pooling): ประเทศสมาชิกที่มีขีดความสามารถทางทหารและสายการบินแห่งชาติ ต้องทำข้อตกลงในการแบ่งปันพื้นที่ (Space Sharing) บนเที่ยวบินอพยพ เพื่อช่วยเหลือพลเมืองอาเซียนโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ

จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวระดับภูมิภาค: ร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศในการตั้งแคมป์พักพิงในประเทศกันชน (เช่น รัฐสุลต่านโอมาน) เพื่อเป็นจุดพักคอย (Transit Hub) ก่อนกระจายพลเมืองกลับสู่ต้นทาง

นักวิชาการเตือน "อาเซียน“ เร่งปรับทัพสู้ศึกมหาอำนาจจากสงครามตะวันออกกลาง

เสาหลักที่ 2: โล่ป้องกันทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และ "วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร" (Economic Shield, Energy & Food Security) นี่คือเสาหลักที่เปราะบางที่สุดและเป็น "จุดตาย" ของเศรษฐกิจอาเซียน แถลงการณ์ของอาเซียนไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่ความเงียบนั้นสะท้อนถึงความหวาดกลัวต่อ "Hormuz Shock" อย่างรุนแรง

เมื่อเราพูดถึงอ่าวเปอร์เซีย เรามักนึกถึงเพียงการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง ภัยคุกคามที่ลึกซึ้งและน่ากลัวกว่านั้นคือ "ปฏิกิริยาลูกโซ่สู่วิกฤตอาหารโลก" ที่เกิดจากการเป็นอัมพาตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

2.1 พลังงาน: ปราการด่านแรกที่ต้องรักษา

เปิดสวิตช์ APSA (ASEAN Petroleum Security Agreement): ต้องปรับเงื่อนไขให้สามารถนำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ออกมาใช้ร่วมกันได้ทันทีเมื่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกหายไปถึงจุดวิกฤต

การจัดซื้อร่วม (Joint Procurement) และ APG: เจรจาจัดซื้อพลังงานจากแหล่งนอกพื้นที่ขัดแย้งในรูปแบบการสั่งซื้อลอตใหญ่ (Bulk Purchasing) พร้อมเร่งรัดการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจ

2.2 วิกฤตซ่อนเร้น: การขาดแคลนกำมะถัน (Sulfur) และกรดซัลฟิวริก (Sulfuric Acid)

สิ่งที่นักยุทธศาสตร์หลายคนมองข้ามคือ อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันและแยกก๊าซธรรมชาติในตะวันออกกลาง ไม่ได้ผลิตแค่เชื้อเพลิง แต่ยังเป็นแหล่งผลิต "กำมะถัน" (Sulfur) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำมะถันเป็นผลพลอยได้ (Byproduct) ที่สำคัญยิ่งจากกระบวนการกำจัดซัลเฟอร์ออกจากน้ำมันดิบและก๊าซ (Desulfurization)

คอขวดของอุตสาหกรรมเคมี: เมื่อโรงกลั่นน้ำมันและแท่นขุดเจาะในอ่าวเปอร์เซียตกเป็นเป้าหมายการโจมตีหรือต้องหยุดชะงัก การผลิตกำมะถันโลกจะดิ่งลงเหวทันที กำมะถันเหล่านี้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นหัวใจสำคัญในการผลิต "กรดซัลฟิวริก" (Sulfuric Acid)

ผลกระทบต่อภาคการเกษตร: กรดซัลฟิวริกไม่ได้ใช้แค่ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่หรือเหมืองแร่ แต่มันคือสารเคมีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในการละลายแร่หินฟอสเฟต (Phosphate Rock) เพื่อผลิต กรดฟอสฟอริก (Phosphoric Acid) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในการทำ "ปุ๋ยฟอสเฟต" (เช่น DAP และ MAP) ที่พืชต้องการเพื่อการเจริญเติบโตของรากและการออกดอกออกผล หากไม่มีกรดซัลฟิวริกจากตะวันออกกลาง แหล่งเหมืองฟอสเฟตในแอฟริกาเหนือหรือที่อื่นๆ ก็ไม่สามารถสกัดปุ๋ยออกมาใช้งานในราคาที่คุ้มค่าได้

2.3 การขาดแคลนปุ๋ยไนโตรเจน (Urea & Ammonia)

นอกจากปุ๋ยฟอสเฟตแล้ว ตะวันออกกลาง (โดยเฉพาะกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน) ยังเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก (Feedstock) ในการผลิตแอมโมเนียและปุ๋ยยูเรีย (ปุ๋ยไนโตรเจน) เมื่อก๊าซธรรมชาติขาดแคลนและราคาพุ่งสูง โรงงานผลิตปุ๋ยทั่วโลกต้องลดกำลังการผลิต วิกฤตปุ๋ยขาดแคลนจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อทั้งธาตุไนโตรเจน และฟอสฟอรัส (P) หายไปจากตลาดพร้อมๆ กัน

2.4 ภัยคุกคามต่อ "ความมั่นคงทางอาหาร" ของอาเซียน (Food Security Threat)

อาเซียนคืออู่ข้าวอู่น้ำของโลก เราเป็นผู้ส่งออกข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรชั้นนำ (ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย) แต่อาเซียนกลับ "พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก" เมื่อสงครามทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในตะวันออกกลางเป็นอัมพาต ราคาปุ๋ยเคมีจะพุ่งทะยานจนเกษตรกรรายย่อยในอาเซียนไม่สามารถเข้าถึงได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ:

1. ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ (Yield Collapse): พืชผลไม่เติบโตตามเป้าหมาย ปริมาณอาหารในตลาดลดลงอย่างรวดเร็ว

2. การระงับการส่งออก (Export Bans): รัฐบาลในอาเซียนจะเริ่มตื่นตระหนกและงัดมาตรการห้ามส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรเพื่อกักตุนไว้บริโภคในประเทศ (Food Nationalism) ซึ่งจะนำไปสู่การขาดแคลนอาหารในระดับภูมิภาคและระดับโลก

3. วิกฤตเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation): ราคาอาหารพื้นฐานจะพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานราก ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง (Political Unrest) ในหลายรัฐสมาชิก

2.5 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ ด้านความมั่นคงทางอาหาร

ยกระดับกลไก AFSIS และ APTERR: อาเซียนต้องเปิดใช้งานระบบข้อมูลความมั่นคงทางอาหารแห่งอาเซียน (ASEAN Food Security Information System: AFSIS) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อติดตามสต๊อกอาหารและปุ๋ยแบบ Real-time และเตรียมพร้อมกลไกองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน

การจัดหาปุ๋ยและวัตถุดิบร่วมกันระดับภูมิภาค (Regional Fertilizer Pool): อาเซียนต้องรวมตัวกันเพื่อเจรจาซื้อแร่โพแทช (Potash) จากแคนาดา หรือปุ๋ยจากแหล่งอื่นนอกพื้นที่สงคราม ในขณะเดียวกันต้องเร่งหาแหล่งนำเข้ากำมะถันเพื่อป้อนโรงงานผลิตปุ๋ยภายในภูมิภาค

วาระแห่งชาติเรื่องปุ๋ยอินทรีย์และเศรษฐกิจ BCG: เร่งผลักดันการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ และการเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อลดการพึ่งพาสารเคมีนำเข้าจากตะวันออกกลางในระยะยาว นี่คือโอกาสที่อาเซียนจะปรับโครงสร้างการเกษตรสู่ความยั่งยืน

นักวิชาการเตือน "อาเซียน“ เร่งปรับทัพสู้ศึกมหาอำนาจจากสงครามตะวันออกกลาง

เสาหลักที่ 3: การทูตหลังม่านและการขับเคลื่อนมหาอำนาจระดับกลาง (Backchannel & Middle Power Diplomacy)

ท่ามกลางการแบ่งขั้วที่ชัดเจนระหว่างโลกมุสลิมและชาติตะวันตก การวางตัวเป็นกลางอย่างโดดเดี่ยว (Non-Alignment) อาจทำให้อาเซียนสูญเสียอำนาจต่อรอง อาเซียนต้องใช้ความหลากหลายทางการเมืองของรัฐสมาชิกให้เป็น "สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์"

ยุทธศาสตร์เครือข่ายแมงมุม (Spider-Web Diplomacy/ Multi-Alignment): รัฐสมาชิกที่ใกล้ชิดโลกมุสลิม (อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน) ต้องใช้ช่องทางองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation: OIC) เพื่อทำความเข้าใจกับโลกอาหรับ ในขณะที่รัฐสมาชิกที่มีสัมพันธ์อันดีกับตะวันตก (สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์) ใช้ช่องทางทวิภาคีกดดันสหรัฐฯ ข้อมูลจากสองสายนี้ต้องนำมาประสานกันในเวทีระดับอาเซียนอย่างลับๆ

หนุนหลังตัวแสดงระดับกลาง (Empowering the Middle Powers): แถลงการณ์ข้อ 2 ได้แสดงความเสียใจที่ความขัดแย้งยกระดับขึ้นท่ามกลางความพยายามไกล่เกลี่ยของรัฐสุลต่านโอมาน อาเซียนต้องยกระดับการสนับสนุนแนวทางของโอมานและกาตาร์อย่างเป็นทางการ ผ่านเวที ASEAN Regional Forum (ARF) เพื่อสร้างแนวร่วมประเทศที่สาม (Third-party Bloc) ที่มีน้ำหนักพอจะต่อรองกับคู่ขัดแย้ง

ปกป้องเส้นทางเดินเรือเสรี: ประสานงานกับมหาอำนาจในเอเชียอย่างอินเดียและจีน ผ่านกรอบ ASEAN+1 เพื่อค้ำประกันความปลอดภัยของกองเรือพาณิชย์ในมหาสมุทรอินเดียและช่องแคบมะละกา ป้องกันไม่ให้ผลกระทบด้านโลจิสติกส์ลุกลาม

เสาหลักที่ 4: แนวร่วมด้านมนุษยธรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมและกัลยานุภาพ (Humanitarian Front & Soft Power)

ในขณะที่คู่ขัดแย้งมุ่งเน้นไปที่การทำลายล้าง อาเซียนสามารถสร้างอำนาจนำ (Hegemony) ในเชิงศีลธรรมได้ ผ่านการเป็นผู้ส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ปราศจากวาระแอบแฝง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องให้ปกป้องพลเรือนในข้อ 4 ของแถลงการณ์

ยกระดับศูนย์ AHA Centre: ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (ASEAN coordinating Centre for Humanitarian Assistance on disaster management: AHA Centre) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติธรรมชาติ ต้องได้รับการยกระดับให้สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ที่เกิดจากมนุษย์ (Conflict Zones)

ระดมทุนและจัดตั้ง "กองเรือมนุษยธรรมอาเซียน": ร่วมกันส่งเวชภัณฑ์ อาหาร (จากสต๊อกที่อาเซียนผลิตได้) และระบบจัดการน้ำสะอาด โดยปฏิบัติภารกิจภายใต้ธงอาเซียนร่วมกับกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross: ICRC) สิ่งนี้คือการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ว่า อาเซียนยืนหยัดเคียงข้างสันติภาพ ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานจากการแบ่งขั้วอารยธรรม (Pax Islamica vs. The West) ได้อย่างแนบเนียน

บทสรุป: สู่การพิสูจน์ "ความเป็นแกนกลางของอาเซียน" ที่แท้จริง

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่กำลังสุกงอม ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจทางการทหาร แต่เป็นสึนามิทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่พร้อมจะกวาดล้างเสถียรภาพของประชาคมอาเซียน ตั้งแต่ความปลอดภัยของแรงงานข้ามชาติ ไปจนถึงวิกฤตพลังงาน และลุกลามไปสู่ "ความมั่นคงทางอาหาร" ผ่านการเป็นอัมพาตของโครงข่ายปิโตรเคมีและปุ๋ยโลก

การออกแถลงการณ์แสดงความกังวล คือจุดเริ่มต้นของการรับรู้ถึงภัยคุกคาม แต่การจะนำพารัฐสมาชิกทั้ง 11 ประเทศให้รอดพ้นจากภัยคุกคามนี้ ไม่สามารถพึ่งพาความสละสลวยของภาษาทางการทูตได้อีกต่อไป อาเซียนจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบอธิปไตยแบบเดิม และหลอมรวมการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการอพยพร่วม การเปิดใช้กลไกพลังงาน การรักษาเสถียรภาพทางอาหาร ไปจนถึงการใช้การทูตหลังม่าน

หากอาเซียนไม่สามารถบูรณาการความร่วมมือเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง "ความเป็นแกนกลางของอาเซียน" (ASEAN Centrality) จะเหลือเพียงตำนานในหน้าประวัติศาสตร์ และภูมิภาคของเราจะตกเป็นเหยื่อของการจัดระเบียบโลกใหม่ในที่สุด