thansettakij
ติวเข้มรัฐบาลภูมิใจไทย เร่งคนละครึ่งพลัส-แก้ 5 ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดันจีดีพีฟื้นแข่งอาเซียน

ติวเข้มรัฐบาลภูมิใจไทย เร่งคนละครึ่งพลัส-แก้ 5 ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดันจีดีพีฟื้นแข่งอาเซียน

17 ก.พ. 2569 | 22:04 น.

นักวิชาการชี้จีดีพีไทย Q4 พุ่งแรงผิดปกติ ติวเข้มรัฐบาลภูมิใจไทย เร่งคนละครึ่งพลัส พ่วงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ด้าน ปลดล็อกเศรษฐกิจกลับมาโตระดับมากกว่า 3%

KEY

POINTS

  • นักวิชาการแนะรัฐบาลภูมิใจไทยว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่าง "คนละครึ่งพลัส" ไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
  • การจะผลักดัน GDP ให้โตเกิน 3% ตามเป้าหมาย จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพการผลิตถดถอย ปัญหาแรงงาน การส่งออก เสถียรภาพทางการเมือง และการคอร์รัปชัน
  • แม้ GDP ปี 2568 จะโตเกินคาด แต่ยังถือว่าต่ำที่สุดในอาเซียน สะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและหลุดพ้นจากภาวะเติบโตต่ำ

นักวิชาการชี้จีดีพีไทย Q4 พุ่งแรงผิดปกติ ติวเข้มรัฐบาลภูมิใจไทย เร่งคนละครึ่งพลัส พ่วงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ด้าน ปลดล็อกเศรษฐกิจกลับมาโตระดับมากกว่า 3% ด้านเอกชนลุ้นรัฐบาลมีเสถียรภาพ อยู่ครบ 4 ปี ดันจีดีพีโต 5% ปี 2572 พ้น “คนป่วยเอเชีย” สมาคมธนาคารไทยชี้“Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญประคองเศรษฐกิจระยะสั้น

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ ประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ไทยปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% ดีกว่าเดิมที่คาดการณ์จะขยายตัวได้ที่ 1.7% จากการส่งออก บริโภค และการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 4 ปี GDP ขยายตัวได้ถึง 2.5% ขณะที่ในปี 2569 สภาพัฒน์ คาด GDP ไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 - 2.5% (ค่ากลาง 2%)

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขจีดีพีไทยขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ถือว่าเหนือความคาดหมายมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ สศช.เคยประเมินไว้ราว 2% ขณะที่ IMF คาดไว้ประมาณ 2.1% และส่วนตัวประเมินไว้เพียง 1.9-2.1% โดยรวมปัจจัยน้ำท่วมภาคใต้และความไม่แน่นอนทางการเมืองเข้าไปแล้ว

 

 รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

 

อย่างไรก็ดี ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตัวเลขจะขยายตัวทุกองค์ประกอบ แต่บางส่วนขัดแย้งกับความรู้สึกในตลาด โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ในความเป็นจริงยังทรงตัว อีกทั้งข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ต่ำกว่าปีก่อน จึงทำให้เกิดคำถามต่อแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยน้ำท่วมภาคใต้ในช่วงไตรมาสสุดท้าย รวมถึงความผันผวนทางการเมืองจากการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามปกติควรกระทบความเชื่อมั่น แต่ตัวเลขไตรมาส 4 กลับเร่งตัวขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ดีในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน จีดีพีไทยปี 2568 ยังเติบโตต่ำสุดในอาเซียน (ไม่รวมเมียนมา) ขณะที่ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ขยายตัวเฉลี่ย 4–6% สะท้อนว่าไทยยังติดกับดักการเติบโตต่ำ แม้ตัวเลขปี 2568 จะขยายตัวเกินคาดก็ตาม

สำหรับปี 2569 ที่ สศช.ประเมินค่ากลาง 2% มองว่าเมื่อฐานปี 2568 อยู่ที่ 2.4% การลดลงมาเหลือ 2% สะท้อนแรงส่งที่อ่อนตัว และหากไม่มีมาตรการใหม่ที่ชัดเจน เศรษฐกิจไทยอาจยังวนอยู่ในกรอบ 2-2.5%

ประเด็นที่น่าจับตาคือ นโยบายของ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยประกาศว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะผลักดัน GDP ให้ขยายตัวไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี ส่วนตัวประเมินว่ามีโอกาสแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาลต้องกำกับดูแลทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเชื่อมการผลิตกับการตลาดอย่างบูรณาการ

ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาลภูมิใจไทยประกาศจะเดินหน้าต่อ มองว่ายังไม่เพียงพอ หากต้องการดัน GDP แตะไม่ต่ำกว่า 3% ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพการผลิตถดถอย ปัญหาแรงงานลดลง การเพิ่มศักยภาพการส่งออกที่ด้อยกว่าเพื่อนบ้านโดยเพิ่มการจัดทำ FTA การเมืองต้องมีเสถียรภาพ และแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

โดยโจทย์ใหญ่ที่สุดคือโครงสร้างประชากร ปัจจุบันไทยมีผู้สูงอายุราว 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์แบบขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี ส่งผลให้กำลังแรงงานมีแนวโน้มลดลงจาก 40 ล้านคน เหลือราว 35 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเอาแรงงานจากไหน นี่คือโจทย์ใหญ่

“สำหรับปัญหาคอร์รัปชัน เวลานี้อันดับคอร์รัปชันของไทยต่ำกว่าลาวและเวียดนาม การที่มีคอร์รัปชันมากจะทำให้ทุนสะอาดไม่เข้ามา มีแต่ทุนเทาๆ เข้ามาลงทุนแทน ล่าสุดดัชนีคอร์รัปชันของไทยอยู่อันดับที่ 116 ของโลกต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี สะท้อนความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนอย่างมาก ดังนั้นรัฐบาลอนุทิน ต้องแก้ 5 เรื่องนี้ให้ได้ จีดีพีถึงจะโต 3% เพราะถ้าแค่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียวทำไม่ได้แน่นอน” ดร.อัทธ์ กล่าว

ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขการขยายตัวจีดีพีไทยไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 2.5% สะท้อนผลงานของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่สามารถประคองเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาจำกัด ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

ทั้งนี้ ภาพรวม GDP ไทยทั้งปีขยายตัวเฉลี่ย 2.4% สูงกว่าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.2% สะท้อนถึงความสามารถของทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนนโยบายในช่วงเวลาสั้น โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการเร่งรัดการลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่มีวงเงินใช้จ่ายกว่า 80,000 ล้านบาท มีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และฉุดเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะเสี่ยงชะงักงันในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2569 นั้น ยอมรับว่าเป็นปีที่หนักของเศรษฐกิจไทย ตามการประเมินของทั้ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก(World Bank) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่ กกร. ประเมินกรอบการเติบโตในเบื้องต้นไว้ที่ 1.6-2.0% ซึ่งสะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง และต้องอาศัยการบริหารนโยบายที่แม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามระดับ 1.6% ไปสู่เป้าหมาย 2.0% ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดหลักถูกฝาถูกตัว คือการนำมืออาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาขับเคลื่อนในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงบางกระทรวงเหมือนที่ผ่านมา

ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากการเมืองมีความนิ่ง ไม่มีปัจจัยรบกวนจากภายนอก จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วจากทิศทางตลาดหุ้นที่เริ่มขานรับในเชิงบวก

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ในมุมมอง 4 ปีภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ เชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ครบวาระ และมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตแบบขั้นบันได โดยในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตราว 2% ก่อนขยับเป็น 3% และ 4% ในช่วงปี 2570-2571 และมีโอกาสเห็น GDP แตะระดับ 5% ในช่วงปลายอายุรัฐบาลประมาณปี 2572

ทั้งนี้ไทยมีเป้าหมายสำคัญ คือการปลดล็อกประเทศไทยออกจากฉายาคนป่วยแห่งเอเชีย (Sick Man of Asia) และกลับมาเป็น Strong Man ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าคำคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าไทยอาจหล่นไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของภูมิภาคในปี 2030 นั้นไม่เป็นความจริง โดยไทยควรกลับมาอยู่ในอันดับ 2 หรือ 3 ของภูมิภาคให้ได้

“อย่างไรก็ดี นโยบายเศรษฐกิจจะได้ผลสูงสุด ต้องเดินควบคู่กับการลดและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อปิดรูรั่วของงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยหากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วได้พิสูจน์ให้เห็น”นายเกรียงไกร กล่าว

ด้าน นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

 

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

สะท้อนถึงประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำงานอย่างมืออาชีพ แม้ว่าจะเป็นในช่วงเวลาสั้นมากๆ โดยมีการประสานภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่าง ๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่เน้นการร่วมออกแบบและร่วมขับเคลื่อนอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มาตรการ “Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมๆกับ การวางรากฐานในระยะยาว มีการกำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่วัดผลได้ ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น