thansettakij
thansettakij
ราคาน้ำมันโลกส่อทะลุ 130 ดอลลาร์ เอกชนชี้สงครามยืดเยื้อ เสี่ยงเงินเฟ้อ-ค่าไฟพุ่ง

ราคาน้ำมันโลกส่อทะลุ 130 ดอลลาร์ เอกชนชี้สงครามยืดเยื้อ เสี่ยงเงินเฟ้อ-ค่าไฟพุ่ง

09 มี.ค. 2569 | 09:10 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มี.ค. 2569 | 09:10 น.

เอกชน ประเมินราคาน้ำมันโลกอาจทะลุ 120–130 ดอลลาร์ หากสงครามยืดเยื้อ เตือนกระทบต้นทุนเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าขนส่ง อาหาร ไปจนถึงค่าไฟฟ้า พร้อมเสนอรัฐเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงถึงระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
  • ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตาม
  • ภาคเอกชนกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังค่าไฟฟ้า เนื่องจากไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะซ้ำเติมต้นทุนทางเศรษฐกิจ
  • ผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงมาตรการหลังครบกำหนดตรึงราคา 15 วัน และเสนอให้เร่งส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณกระทบตลาดพลังงานโลกอีกระลอก หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์สงครามอาจยืดเยื้อ และดันต้นทุนเศรษฐกิจทั่วโลกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทย

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 111 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลและมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อหากสถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลายในระยะสั้น

หากความขัดแย้งยังยืดเยื้อออกไปอีกประมาณ 1 เดือน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้นแตะระดับ 120–130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเริ่มต้นของสงครามระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน ที่เคยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปถึงประมาณ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตามมองว่าสถานการณ์ครั้งนี้อาจแตกต่างจากในอดีตเพราะพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งผลิตพลังงานสำคัญของโลก และยังเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง

“หากสงครามยืดเยื้อราคาน้ำมันอาจไม่ได้ขึ้นเพียงช่วงสั้นเหมือนที่ผ่านมา แต่มีโอกาสยืนอยู่ในระดับสูงนานกว่านั้น เพราะเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก และไทยเองก็นำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้จำนวนมาก” 

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

ไทยรับผลกระทบเต็ม หากราคาน้ำมันพุ่ง

นายสรเทพ ระบุว่า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ขณะเดียวกันรัฐบาลยังต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อพยุงราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล

ปัจจุบันประเมินว่ากองทุนน้ำมันต้องรับภาระวันละราว 700 ล้านบาท เพื่อชดเชยราคาน้ำมันดีเซล และหากยังต้องใช้กลไกนี้ต่อเนื่องมีความเป็นไปได้ที่เงินในกองทุนจะลดลงอย่างรวดเร็ว หากยังต้องใช้งบชดเชยต่อเนื่องเกิน 15 วัน เงินกองทุนที่มีอยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท อาจเผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่อง หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้นรัฐบาลอาจจำเป็นต้องพิจารณาการกู้เงินเพิ่มเติม เพื่อนำมาสนับสนุนกองทุนน้ำมันเพื่อประคองราคาพลังงานในระยะสั้นอย่างน้อย 2–3 เดือน ระหว่างรอดูทิศทางสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันในตลาดโลก

เร่งหาแหล่งพลังงานใหม่-ดันโซลาร์เซลล์

นอกจากมาตรการระยะสั้นอยากเสนอให้รัฐบาลเร่งวางยุทธศาสตร์พลังงานระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานเดิมมากเกินไป ขณะเดียวกันควรเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทนโดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ให้เกิดผลจริงในระดับครัวเรือนและธุรกิจภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์

การให้ประชาชนหรือธุรกิจกู้เงินเพื่อติดตั้งระบบพลังงานสะอาดได้ การสร้างระบบสนับสนุนให้ใช้งานได้จริงในวงกว้าง มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกิจและครัวเรือนมีทางเลือกด้านพลังงาน หากเกิดวิกฤตราคาพลังงานในอนาคต

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนเศรษฐกิจโดยเฉพาะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่สินค้าเกษตร อาหาร ไปจนถึงวัตถุดิบการผลิต

“เมื่อค่าน้ำมันขึ้น ต้นทุนขนส่งก็ขึ้นตาม สุดท้ายราคาสินค้าทุกอย่างจะปรับขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารวัตถุดิบ หรือสินค้าเกษตร เพราะทุกขั้นตอนต้องใช้การขนส่ง”

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือค่าไฟฟ้า เนื่องจากประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในการผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก หากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นอาจทำให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นตาม หากค่าไฟฟ้าปรับขึ้นพร้อมกับราคาน้ำมัน จะส่งผลให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นพร้อมกันหลายด้าน และอาจควบคุมได้ยาก

ร้านอาหารเร่งปรับตัวรับต้นทุนพลังงาน

ในภาคธุรกิจร้านอาหารผู้ประกอบการเริ่มเตรียมรับมือกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้น โดยมีการหารือภายในองค์กรเพื่อปรับแผนบริหารต้นทุนตัวอย่างมาตรการที่เริ่มพิจารณา ได้แก่

  • การเพิ่มปริมาณการสต๊อกสินค้า จากเดิมสั่งวันต่อวัน เป็นเก็บไว้ 4–5 วัน เพื่อลดจำนวนรอบขนส่ง
  • การลดเที่ยวการรับส่งสินค้า
  • การหาซัพพลายเออร์ที่อยู่ใกล้ร้านมากขึ้น
  • เปลี่ยนจากรถกระบะเป็นรถจักรยานยนต์เพื่อลดการใช้น้ำมัน

“ทุกธุรกิจเริ่มเตรียมแผนรับมือกันแล้ว เพราะเชื่อว่าสถานการณ์นี้อาจไม่ได้จบใน 15 วัน แต่อาจยืดเยื้ออย่างน้อย 1–2 เดือน หรือมากกว่านั้น”

เรียกร้องรัฐชี้แจงแผนหลังครบ 15 วัน

อีกประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจกังวล คือความชัดเจนของมาตรการรัฐหลังจากรัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมันไว้เป็นเวลา 15 วัน สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดในขณะนี้คือความชัดเจนของมาตรการหลังครบกำหนด

“ภาคธุรกิจไม่ได้กังวลว่าจะต้องปล่อยราคาตามกลไกตลาดหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าราคาน้ำมันต้องสะท้อนต้นทุนจริง แต่รัฐบาลควรประกาศให้ชัดว่าหลัง 15 วัน หากราคาน้ำมันยังสูงจะดำเนินการอย่างไร” เสนอว่า หากรัฐจำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันควรกำหนดแนวทางปรับขึ้นแบบขั้นบันได เช่น เพิ่มครั้งละกี่บาทต่อลิตร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณต้นทุน และวางแผนบริหารธุรกิจได้ล่วงหน้า

นาย สรเทพย้ำว่า หากไม่มีความชัดเจน อาจเกิดความสับสนในตลาดและกระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจของหลายอุตสาหกรรม แม้ราคาน้ำมันจะเป็นประเด็นสำคัญแต่สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลมากที่สุดคือ ต้นทุนพลังงานโดยรวมโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าซึ่งหากปรับตัวสูงขึ้นจะกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของเศรษฐกิจทั้งระบบทันที