thansettakij
SCB EIC มองผลเลือกตั้ง ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพได้เร็ว

SCB EIC มองผลเลือกตั้ง ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพได้เร็ว

14 ก.พ. 2569 | 07:59 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.พ. 2569 | 08:05 น.

SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลง จากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เร็ว รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน

KEY

POINTS

  • ผลเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ช่วยลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • คาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้รวดเร็วภายในเดือน พ.ค. ทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าเพียงเล็กน้อย
  • นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่เผชิญความท้าทายในการผลักดันให้สำเร็จภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น
  • ยังมีความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องติดตาม เช่น ประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

 

 

SCB EIC ประเมินชัยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 (2569)ของพรรคภูมิใจไทยด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (ผลอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. อยู่ระหว่างประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) จึงมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง

 

รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 (2570)จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนัก

แม้หลายนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3% แต่การผลักดันให้เกิดผลสำเร็จจริงยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

ผลเลือกตั้ง

SCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงต้องติดตาม โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการตัดสินคดีทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเดิม