
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง หนุนเม็ดเงินต่างชาติหมุนเข้าไทย ชู 3 หุ้นเด่นตั้งรับ
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 และ 30 ปีพุ่ง กดดันหุ้นโลก-เงินทุนเอเชีย แต่ต่างชาติยังซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ เด่นสุดในกลุ่ม TIP โบรกชี้ไทยยังมีลุ้น Catch-up Buy
KEY
POINTS
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี จากนโยบายการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
- สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ (Fund Flow) จากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียเหนือ เข้าสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ยังมีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง
- บล. เอเซีย พลัส แนะกลยุทธ์การลงทุนแบบ "ตั้งรับ" โดยชู 3 หุ้นเด่นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ PTTEP, KTB และ SJWD
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดมุมมองต่อภาพรวมตลาดการเงินโลกว่า ตลาดหุ้นโลกในช่วงที่ผ่านมาเผชิญภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อย่างรุนแรง โดยหนึ่งในปัจจัยลบหลักคือ นโยบายการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
ดอกเบี้ยสูง
แม้ว่าการประชุม FED ล่าสุดในเดือน ก.ค. 2569 จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ FED ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) มากกว่าที่ตลาดคาด โดยมีกรรมการถึง 3 รายโหวตสวนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 4.0%
และเครื่องมือ FedWatch Tool ได้ให้น้ำหนักสูงถึง 57% ที่ FED อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไป ปัจจัยตึงตัวดังกล่าวหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.21% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี
ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.68% กดดันมูลค่า (Valuation) ของหุ้นเติบโตและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงเทขายในฝั่งสหรัฐฯ และเอเชียเหนือ พบสัญญาณบวกจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Sector & Regional Rotation) โดยผู้จัดการกองทุนต่างชาติได้โยกย้ายเม็ดเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียเหนือ เข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่ม TIP (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่ำกว่าและปลอดภัยกว่า
ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับแรงซื้อย้อนหลัง (Catch-up Buy) เนื่องจากมี Valuation ที่โดดเด่นและปลอดภัย ทั้งในมิติของ PE, PBV และส่วนต่างผลตอบแทน (Market Earning Yield Gap) ประกอบกับได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
เน้น "ตั้งรับ" ชู 3 หุ้นเด่นไทย
สำหรับแนะนำกลยุทธ์นั้น ทางฝ่ายแนะนำเน้นการตั้งรับโดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น หรือได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยทรงตัวสูง อาทิ
- PTTEP : ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม พร้อมคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตโดดเด่นและมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง
- KTB : ได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง (Higher for Longer) ช่วยหนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) และมีฐานะสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง
- SJWD : แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน และราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside) สูง
โฟลว์ไหลออกตลาดหุ้นเอเชีย
นางสาวณัฐิมาศ อัครภาณุวิทยา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะหฺการลงทุน เพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมากระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 แต่แรงขายชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมียอดขายสุทธิอยู่ที่ 788 ล้านดอลลาร์ ชะลอลงจากสัปดาห์ก่อนที่มีแรงขายเข้ามาที่ 8,770 ล้านดอลลาร์ อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ แรงขายในตลาดหุ้นเอเชียเหนือชะลอลง โดยตลาดหุ้นไต้หวัน แรงขายชะลอลงสู่ 2,164 ล้านดอลลาร์ จาก 8,760 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้นั้น กระแสเงินลงทุนพลิกกลับมาเป็นซื้อสุทธิได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ โดยแรงซื้ออยู่ที่ระดับ 1,378 ล้านดอลลาร์
ไทยเด่นสุดในตลาด TIP
ในขณะที่ตลาด TIP (ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) นั้น กระแสเงินลงทุนพลิกกลับเป็นการไหลออกสุทธิที่ระดับ 3 ล้านดอลลาร์ โดยตลาดกระแสเงินพลิกกลับมาเป็นการขายสุทธิ ได้แก่ อินโดนีเซีย -188 ล้านดอลลาร์ และ ฟิลิปปินส์ -7 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดหุ้นไทยเม็ดเงินยังคงไหลเข้าได้อย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 โดยมียอดซื้อที่ระดับ 193 ล้านดอลลาร์
โดยตลาดหุ้นกลุ่ม TIP แม้ว่าสัปดาห์ล่าสุดกระแสเงินทุนจะพลิกกลับมาเป็นการไหลออกสุทธิ แต่แรงขายยังอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อตลาด TIP ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้ฝ่ายวิจัยจึงมองว่าการชะลอตัวของ Fund Flow ในระยะสั้นเป็นเพียงการพักฐานหลังจากมีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องกว่า 1,664 ล้านดอลลาร์ ในช่วงสามสัปดาห์ก่อนหน้า มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการกลับทิศทางของกระแสเงินทุน
เกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากที่สุด
กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคในสัปดาห์ล่าสุด ส่งผลให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน Fund Flow ของภูมิภาคอยู่ในสถานะขายสุทธิรวม 145,057 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมสูงถึง 101,570 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของแรงขายรวม
ตามด้วยไต้หวันที่มียอดขายสุทธิสะสม 41,090 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 4,553 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 181 ล้านดอลลาร์ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตลาดเดียวในกลุ่มที่ยังสามารถรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 2,336 ล้านดอลลาร์
หลังจากที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายอย่างหนักจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงก่อนหน้า การที่แรงขายชะลอลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 และพลิกกลับมาเป็นการซื้อสุทธิในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าแรงลดสถานะของนักลงทุนต่างชาติเริ่มผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ากระแสเงินทุนได้กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน เราแนะนำติดตามความต่อเนื่องของ Fund Flow ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อยืนยันสัญญาณการฟื้นตัว
3 กลุ่มหุ้นเด่น โฟลว์เข้าสะสม
ทั้งนี้ จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า สัญญาณการสะสมหุ้นที่ชัดเจนใน 2 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1) กลุ่มพลังงาน ในตลาดหุ้นไทย ฟิลิปปินส์และไต้หวัน 2) กลุ่มเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี (Chemical) ในตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย
สำหรับแนวโน้มเซคเตอร์เด่นของไทยในสัปดาห์นี้ ประเมินว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค (Utilities) มีแนวโน้มปรับตัวได้โดดเด่นกว่าตลาด
ด้านกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตามกระแสเงินทุนต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้







