thansettakij
thansettakij
รัฐอาจกู้เงินพุ่ง 2.6 ล้านล้านบาท ในปีงบ 69  จับตาบอนด์ยีลด์ขาขึ้น

รัฐอาจกู้เงินพุ่ง 2.6 ล้านล้านบาท ในปีงบ 69 จับตาบอนด์ยีลด์ขาขึ้น

13 พ.ค. 69 | 10:52 น.
อัปเดตล่าสุด :13 พ.ค. 69 | 10:55 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ความต้องการกู้เงินของรัฐ ปีงบ 69 สูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท หลังออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน พร้อมจับตาบอนด์ยีลด์ไทยขยับสูงตามตลาดโลก

KEY

POINTS

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หลังออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน จะทำให้ความต้องการกู้เงินภาครัฐเพิ่มจากกรอบเดิม 2.4 ล้านล้านบาท เป็น 2.6 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงโควิด-19

รัฐบาลมีแนวโน้มใช้หลายเครื่องมือทางการเงิน ทั้งเงินกู้สถาบันการเงิน ตั๋วเงินคลัง และตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่พึ่งการออกพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เพื่อลดผลกระทบต่อตลาดการเงินระยะสั้น

แม้ดอกเบี้ยนโยบายไทยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่การกู้เงินภาครัฐที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อาจดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี และ 10 ปี ขยับขึ้นใกล้ระดับ 1.30% และ 2.50% ตามลำดับ

รัฐบาลจ่อกู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงาน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.6 ล้านล้านบาท หลังรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพิ่มเติมวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรองรับมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

รายงานระบุว่า พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 และคาดว่ารัฐบาลจะเริ่มทยอยกู้เงินบางส่วนในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อใช้ในโครงการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานระยะแรก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การกู้เงินครั้งนี้ รัฐบาลอาจเลือกกระจายแหล่งเงินทุนผ่านหลายเครื่องมือทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง แทนการพึ่งพาการออกพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เพื่อลดแรงกดดันต่อตลาดการเงินในระยะสั้น

แนวทางดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับช่วงปี 2563-2564 ที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งในระยะแรก ปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ความต้องการกู้เงินปี 69 พุ่งแตะ 2.6 ล้านล้าน สูงกว่ายุคโควิด

ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนการกู้เงินผ่านเครื่องมืออื่นที่ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาล อาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 16-18% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 จากระดับ 15.5% ในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณปัจจุบัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่า ความต้องการกู้เงินของภาครัฐในปีงบประมาณ 2569 อาจสูงกว่าช่วงโควิด-19 ซึ่งเคยอยู่ที่ระดับ 2.5 ล้านล้านบาท โดยจากกรอบเดิมที่ประเมินไว้ 2.4 ล้านล้านบาท อาจเพิ่มขึ้นอีกราว 2 แสนล้านบาท หลังการกู้เงินเพิ่มเติมตาม พ.ร.ก.ฉบับใหม่

สำหรับโครงสร้างการกู้เงิน คาดว่าจะเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และเป็นการกู้ผ่านเครื่องมือทางการเงินอื่นอีกประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ดี เงินกู้ระยะสั้นและเงินกู้จากสถาบันการเงินในอนาคตยังจำเป็นต้องทยอยปรับโครงสร้างเป็นพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

 

จับตาบอนด์ยีลด์ไทยขาขึ้น ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อโลก

ด้านทิศทางตลาดตราสารหนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้แผนการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นอาจยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่แนวโน้มการกู้เงินภาครัฐที่เพิ่มขึ้น จะยังเป็นปัจจัยกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือบอนด์ยีลด์ เคลื่อนไหวในระดับสูงต่อเนื่อง

โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวที่ได้รับอิทธิพลจากตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจำกัดการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายประเทศ

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยคาดว่า บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี และ 10 ปี มีโอกาสขยับเข้าใกล้ระดับ 1.30% และ 2.50% ตามลำดับ แม้การปรับขึ้นจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากปัจจัยเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำอีกระยะหนึ่ง