
ค่าเงินบาทวันนี้ 24 มิ.ย.69 เงินบาทจ่อหลุด 33 บาท รับแรงหนุนดอลลาร์แข็ง
เงินบาทเปิดที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าใกล้แตะ 33 บาท รับแรงหนุนจากดอลลาร์แข็ง บอนด์ยีลด์สหรัฐทะลุ 4.50% ตลาดจับตา PMI โลก ตัวเลขการค้าไทย ญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินเยน กระทบบาทระยะสั้น
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวโน้มทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 33 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากการที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
- การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่กลับมายืนเหนือ 4.50% และราคาทองคำที่ลดลง เป็นอีกแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
เงินบาทเปิดตลาดที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากวันก่อนหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่กลับขึ้นเหนือ 4.50% นักลงทุนยังให้น้ำหนักสูงต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลกยังเป็นปัจจัยชี้นำทิศทางตลาดการเงินในระยะสั้น
เงินบาทอ่อนค่าเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ 33 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.91 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.88-32.99 บาทต่อดอลลาร์ และทยอยอ่อนค่าจนเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมุมมองของตลาดที่ยังเชื่อมั่นอย่างมากว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี กลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4.50% อีกครั้ง
นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของราคาทองคำยังเป็นอีกแรงกดดันต่อเงินบาท เนื่องจากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นสหรัฐกลับสู่โหมดปิดรับความเสี่ยง
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อีกครั้ง โดยแรงขายกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Alphabet และ Amazon หลังนักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากกว่าที่คาด
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะ Healthcare ยังช่วยพยุงตลาด ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวโดดเด่นจากความคาดหวังต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปรับลดลง 0.37% ส่วน Nasdaq ร่วง 1.32%
ยุโรปฟื้นตัวจากความหวังสันติภาพตะวันออกกลาง
สวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนี STOXX600 ของยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.58% จากความหวังว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะมีพัฒนาการเชิงบวก
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นอังกฤษได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านผู้นำรัฐบาล แม้ว่าหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์หรูจะยังเผชิญแรงขายก็ตาม
บอนด์ยีลด์สหรัฐทะลุ 4.50% อีกครั้ง
ตลาดตราสารหนี้ยังคงสะท้อนมุมมองเชิงเข้มงวดต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับขึ้นทะลุระดับ 4.50%
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าทิศทางบอนด์ยีลด์ยังมีความเสี่ยงสองด้าน (Two-way Risk) เนื่องจากขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟดในระยะต่อไป
Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงแนะนำทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาว ทั้งสหรัฐและไทย ในจังหวะที่อัตราผลตอบแทนปรับสูงขึ้น โดยมองว่าเฟดมีโอกาสคงดอกเบี้ยในปี 2569 และอาจเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2570 หากเงินเฟ้อชะลอลงตามคาด
ตลาดจับตา PMI โลกและตัวเลขการค้าไทย
ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนทั่วโลกจะติดตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการของประเทศเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สหรัฐ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
สำหรับประเทศไทย ตลาดรอจับตาตัวเลขส่งออกและนำเข้า ซึ่งแม้ว่าการส่งออกจะยังขยายตัวดี แต่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ดุลการค้ายังคงขาดดุล และกลายเป็นอีกปัจจัยกดดันค่าเงินบาทในระยะสั้น
จับตาญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงิน เสี่ยงพลิกเกมเงินบาท
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจ คือ ความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน หากค่าเงินอ่อนค่ามากเกินไป
นักวิเคราะห์มองว่า หากเกิดการแทรกแซงจริง อาจทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเปิดทางให้เงินบาทแข็งค่ากลับได้มากกว่า 1% ภายในระยะเวลาอันสั้น คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี
แนวโน้มเงินบาทยังอ่อนค่า แต่กรอบจำกัด
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางที่ชัดเจน โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางดอกเบี้ยเฟด สถานการณ์ตะวันออกกลาง และความเสี่ยงจากการแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น
ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสทดสอบแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าต่ออาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากมีแรงขายดอลลาร์รออยู่บริเวณดังกล่าว ขณะที่หากเกิดปัจจัยบวกต่อเงินบาท อาจเห็นการแข็งค่ากลับลงสู่โซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ได้เช่นกัน
โดยกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ 32.80-33.05 บาทต่อดอลลาร์







