thansettakij
thansettakij
กูรูชี้ บอนด์ยีลด์พุ่ง 2.5% รับรัฐกู้ 4 แสนล้าน กดดันเม็ดเงินไหลออกตราสารหนี้เข้าหุ้นไทย

กูรูชี้ บอนด์ยีลด์พุ่ง 2.5% รับรัฐกู้ 4 แสนล้าน กดดันเม็ดเงินไหลออกตราสารหนี้เข้าหุ้นไทย

22 พ.ค. 69 | 04:30 น.
อัปเดตล่าสุด :22 พ.ค. 69 | 04:30 น.

สัญญาณ Bond Yield ขาขึ้นเริ่มเขย่าตลาดลงทุนไทย หลังรัฐจ่อกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้าน โบรกมองแรงขายในตลาดตราสารหนี้อาจเร่งเม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้นไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะที่ SET ยังมี Valuation ต่ำและให้ผลตอบแทนปันผลสูง เป็นเกราะรองรับความผันผวนได้ดีกว่าหลายตลาดหุ้นภูมิภาค

KEY

POINTS

  • รัฐบาลมีแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.1-2.2% ไปสู่ระดับ 2.5%
  • การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์จะทำให้มูลค่าตราสารหนี้เดิมลดลง ส่งผลให้นักลงทุนเสี่ยงขาดทุนและมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน
  • คาดการณ์ว่าเม็ดเงินจะไหลออกจากตลาดตราสารหนี้เพื่อลดความเสี่ยง และย้ายเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยซึ่งมีความน่าสนใจมากกว่าจากปัจจัยพื้นฐานและเงินปันผลที่สูง

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ว่า สภาวะตลาดการเงินและตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญจากการคาดการณ์ว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินเป็นจำนวนสูงถึง 400,000 ล้านบาท

การขยับตัวดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการ (Demand) ในตลาดเพิ่มสูงขึ้นและกลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยมีการประเมินว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มขยับขึ้นจากระดับเดิมที่ประมาณ 2.1-2.2% ไปสู่ระดับ 2.5% ในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การปรับเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถือครองตราสารหนี้ เนื่องจากตามกลไกตลาดเงิน เมื่ออัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าหรือราคาของตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมจะปรับตัวลดลง ส่งผลให้ผู้ลงทุนในตราสารหนี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการถือครอง (Capital Loss)

โดยสภาวะดังกล่าวคาดว่าจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนครั้งใหม่ โดยเม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มที่จะไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และหมุนเวียนเข้าสู่ตลาดหุ้นแทน เนื่องจากผู้ลงทุนจำเป็นต้องปรับลดน้ำหนักการลงทุนในส่วนที่เผชิญกับผลขาดทุนเพื่อแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจมากกว่า

สำหรับทิศทางของตลาดหุ้นไทยภายใต้ความผันผวนของผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่ขยับสูงขึ้นนั้น แม้ตลาดจะมีแนวโน้มเผชิญกับความผันผวนจากการปรับพอร์ตการลงทุนในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 และการขายทำกำไรในหุ้นบางกลุ่มที่ปรับตัวสูงขึ้นมาในช่วงก่อนหน้า

 แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยรองรับแรงกระแทกได้ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค เนื่องจากระดับราคายังไม่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่า (Valuation) และมีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) ที่อยู่ในระดับสูงพอสมควร

ปัจจัยเหล่านี้เป็นเกราะป้องกันที่ทำให้ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับที่น้อยกว่า และเป็นจุดดึงดูดความน่าสนใจในการลงทุนท่ามกลางสภาวะการปรับฐานของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังคงต้องติดตามความเคลื่อนไหวในช่วง 2 เดือนข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีโอกาสที่จะเห็นการปรับพอร์ตการลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้นตามทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ซึ่งสภาวะตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเม็ดเงินที่ต้องการไหลออกจากตลาดตราสารหนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ขาขึ้น