thansettakij
thansettakij
BBLAM เร่งเครื่องปี 69 AUM ทะลุ 1 ล้านล้าน ลุยออกกองทุนใหม่-ผนึก BCAP อัพแกร่ง

BBLAM เร่งเครื่องปี 69 AUM ทะลุ 1 ล้านล้าน ลุยออกกองทุนใหม่-ผนึก BCAP อัพแกร่ง

31 มี.ค. 69 | 08:27 น.
อัปเดตล่าสุด :31 มี.ค. 69 | 08:36 น.

BBLAM ลุยฟื้นการเติบโต ตั้งเป้า AUM แตะ 1 ล้านล้านบาท รับปี 2569 หลัง LTF หมดบทบาท เดินหน้ากองทุนใหม่–ผนึก BCAP–ขยาย Multi-Manager เสริมทางเลือกลงทุนต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพกระจายความเสี่ยงให้ลูกค้า

KEY

POINTS

  • บลจ.บัวหลวง (BBLAM) ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ในปี 2569 ให้เติบโตแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท
  • เตรียมออกกองทุนใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในลักษณะกองทุนซีรีย์ประมาณ 5 กองทุน โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • เดินหน้าแผนการโอนธุรกิจจาก บลจ. บางกอกแคปปิตอล (BCAP) หลังเข้าถือหุ้นทั้งหมด คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้เพื่อเสริมศักยภาพและขยายผลิตภัณฑ์

นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2569 มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) นั้น คาดหวังการเติบโตให้ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมที่ราว 9 - 10% หรือแตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท จากค่าเฉลี่ยในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าระดับ 5% ที่อาจไม่ได้นำเสนอกองทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้า

อีกทั้งกองทุนลดหย่อนภาษี LTF ในอดีต ที่เคยได้รับความนิยมจำนวนมากจากลูกค้า ได้เริ่มทยอยครบอายุและไม่มีสิทธิทางภาษีตั้งแต่ปี 2568 ทำให้ลูกค้าหายไป โดยปัจจุบัน LTF มีสถานะคงค้างอยู่ในมือเหลือราว 25,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในปี 2569 ยังเตรียมออกกองทุนที่มีความซับซ้อนของสินทรัพย์ที่มากขึ้น โดยเป็นลักษณะกองทุนที่เป็นซีรีย์ประมาณ 5 กองทุน ที่สามารถใช้อ้างอิงเป้นพอร์ตหลัก (Core Port) โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นตั้งแต่ช่วงก.ค. เป็นต้นไป จากปัจจุบันได้ยื่นขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว

ขณะเดียวกันจากการเข้าถือหุ้นทั้งหมด ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บางกอกแคปปิตอล (BCAP) ตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ปัจจุบันได้แต่งตั้งผู้บริหาร โดยตนเองเข้ารับตำแหน่ง CEO และ ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (CIO) เพื่อทำงานร่วมกับทีมบริหารเดิม และเตรียมแผนรองรับการผสานธุรกิจจัดการกองทุนของทั้งสององค์กรในอนาคต

โดยแผนงานในปี 2569 ยังคงเดินหน้าวางแผนการโอนธุรกิจจาก BCAP คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการ และขยายผลิตภัณฑ์การลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง

และในปีนี้ มุ่งยกระดับการให้บริการทั้งลูกค้าและพันธมิตร โดยเน้นการทำงานใกล้ชิดกับธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้ข้อมูลการลงทุนแก่ผู้แนะนำการลงทุนและเครือข่ายสาขา และขยายผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย พร้อมพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม

ทั้งนี้ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การต่อยอดโครงการ Multi-Manager Partnerships ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างบริการกิจกรรมการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบัน BBLAM มีกองทุนที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกมากถึง 16 ราย ที่นำเสนอกองทุนรวมที่คัดสรรมาอย่างดีให้กับผู้ลงทุน

BBLAM เร่งเครื่องปี 69 AUM ทะลุ 1 ล้านล้าน ลุยออกกองทุนใหม่-ผนึก BCAP อัพแกร่ง

โดยโครงการ Multi-Manager Partnerships ช่วยดึงความร่วมมือจากพันธมิตรระดับโลกที่โดดเด่นในด้านต่างๆ เพื่อนำเสนอบริการให้กับผู้ลงทุน ซึ่งช่วยให้ BBLAM สามารถมีและพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในต่างประเทศ

ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายกระจายความเสี่ยงได้เหมาะสม โดยได้รับข้อมูลด้านการลงทุนและการบริการที่ดียิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรม เพื่อให้ความรู้และให้ข้อมูลที่อัพเดทกับผู้แนะนำการลงทุนของธนาคาร ผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน รวมถึงผู้ถือหน่วยลงทุนของบริษัทฯ

จัดพอร์ตรับมือสงคราม

นายบรรณรงค์ พิชญากร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยสำคัญกดดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทำให้ GDP โลกรวมถึงประเทศไทยอาจถูกปรับลดลง

ส่งผลให้ประเมินดัชนี SET Index ในปี 2569 นี้ ไว้ที่แนวต้าน 1,580 จุด แนวรับ 1,280 จุด โดยมองหุ้นกลุ่มพลังงานยังได้รับประโยชน์หลัก จากราคาพลังงานขาขึ้น และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และปิโตรเคมี

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน BBLAM แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์ Triple R ได้แก่

  • Reduce : ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสู่ระดับปกติ (Neutral)โดยขายทำกำไรบางส่วนและลดหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะตลาดที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และกลุ่มเทคโนโลยีจีน หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กของสหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่
  • Rotate : หมุนลงทุนเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน เพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนตราสารหนี้ เน้นพันธบัตรระยะสั้นและตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
  • Remain Diversified : คงการกระจายความเสี่ยง เพิ่มสัดส่วนทองคำ น้ำมันและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

เชื่อว่า กลยุทธ์ Triple R จะช่วยรับมือความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า