
โลกเสี่ยง 'Stagflation' 3 กูรูแนะปรับพอร์ตพลิกเกมลงทุน
3 กูรู มองพลังงานตัวแปรหลัก กดดันเศรษฐกิจโลกเสี่ยง 'Stagflation' แนะปรับพอร์ตพลิกเกมลงทุน เน้นกลุ่มปิโตเคมี-ESG-AI พร้อมถือดอลลาร์รับมือผันผวน
ในงานสัมนา"Opportunity Beyond Crisis : ถอดรหัส…วิกฤตสู่โอกาส" 3 กูรูเศรษฐกิจ ได้ฉายภาพการปรับกลยุทธ์การลงทุน ช่วงที่สถานการณ์ราคาพลังงานอยู่ที่ระดับสูง ซึ่งเป็นเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ในหัวข้อ “The Stock Shift พลิกเกม ปลดล็อกลงทุน”
โดยนายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุด สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มในระยะถัดไป รัฐบาลอาจปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวตามกลไกตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) ที่มีแนวโน้มปรับขึ้น
ในมุมมองวัฏจักรเศรษฐกิจ ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขยายตัวที่มาพร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อ และมีความเสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง ก่อนจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในระยะถัดไป
ทั้งนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับบริบทดังกล่าว โดยแนวโน้มการลงทุนเริ่มเปลี่ยนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ไปสู่หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน อาทิ PTTEP และ BANPU รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมี เช่น PTTGC และ TOP
ขณะเดียวกัน กลุ่มเกษตรและอาหารมีแนวโน้มเป็นกลุ่มถัดไปที่จะได้รับอานิสงส์ จากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นและสถานการณ์ภัยแล้ง โดยแนะนำหุ้นในกลุ่มปศุสัตว์และเกษตร เช่น CPF, BTG, GFPT และ TFG รวมถึงหุ้นน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งจะหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า
ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า วิกฤตพลังงานในครั้งนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ปี 1973, 1979 และ 1990 ซึ่งทุกครั้งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยประเมินว่าในรอบนี้ โลกมีโอกาสเข้าสู่ภาวะ Stagflation ภายใน 3–6 เดือนข้างหน้า หลังราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 50%
อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นจะอยู่ในภาวะ “กลัวนิ้วขาด” จากการตีความข่าวร้ายอย่างรุนแรงของนักลงทุน แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ยังมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยกว่า 1 ใน 3 อิงกับกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และมี ESG Rating ที่ดี เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต อาทิ PTT, CPF และ NER ขณะที่กลุ่มธนาคาร เช่น BBL, KTB และ KBANK ได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับสูง
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นตามฤดูกาลที่น่าสนใจในช่วงหน้าร้อน เช่น กลุ่มเครื่องดื่ม ได้แก่ ICHI และ CBG
ทั้งนี้ ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในปีนี้ไว้ที่ระดับ 1,580 จุด ภายใต้สมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 95 บาท
ขณะเดียวกัน นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป คือระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 90% ประกอบกับการเติบโตของค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อในประเทศ และส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภคและการท่องเที่ยว
พร้อมกันนี้ ยังมองว่าอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสไม่ปรับลดลงตามที่ตลาดคาดการณ์ และหากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว แนะนำให้จับตาการลงทุนในกลุ่ม Physical AI และฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ในอนาคต
นอกจากนี้ พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ ถูกมองเป็นเมกะเทรนด์สำคัญ จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น แนะนำหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน (Laggard) โดยเฉพาะหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวแรงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย






