
เปิด 3 ฉากทัศน์ วิกฤตพลังงานรอบใหม่กดศก.ไทย GDP เสี่ยงหลุด 1% บาทอ่อน 36 บาท
วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง กระทบไทยเต็มแรงทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ และทิศทางดอกเบี้ย INVX ประเมิน 3 ฉากทัศน์สงครามน้ำมัน พร้อมชี้ 4 กลยุทธ์รับมือตลาดหุ้นผันผวน
KEY
POINTS
- InnovestX วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานรอบใหม่ ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- กรณีสงครามยืดเยื้อ 2-3 เดือน (แต่ไม่ลุกลาม) คาดว่า GDP ไทยจะโตลดลงเหลือ 1.4-1.5% และเงินบาทจะอ่อนค่าลงสู่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์
- ในกรณีเลวร้ายที่สุดหากสงครามบานปลายและขยายวงกว้าง จะส่งผลให้ GDP ไทยเสี่ยงขยายตัวเหลือเพียง 1% และเงินบาทอาจอ่อนค่ารุนแรงถึง 36 บาทต่อดอลลาร์
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เปิดมุมมองต่อการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจากสงครามภูมิรัฐศาสตร์ กับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 อาจต้องเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน
ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต เพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงและเป็นผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจที่ผิดปกติและร้ายแรง (Stagflation)
นอกเหนือจากนี้ยังอาจมีผลบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาสู่การขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก
"ราคาน้ำมันโลกไปไกลทะลุ 120 ดอลลาร์ เป็นผลให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมีทิศทางปรับราคาสูงขึ้นตาม ภาพพลังงานดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลไม่อาจอุดหนุนราคาน้ำมันไปได้ตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็อาจต้องลงให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบ"
เปิด 3 ฉากทัศน์ ราคาน้ำมันฉุดศก.
1. หากสงครามสามารถบรรลุข้อตกลงและหาข้อยุติความขัดแย้งกันได้ภายใน 2 สัปดาห์ โดยสมมุติฐานหลักจากการที่ผู้นำระดับสูงอิหร่านถูกสังหารไปพร้อมกัน ทำให้ผู้นำระกับรองอาจยอมเจรจาแทน ส่งผลให้ Brent อาจ Overshoot ในระยะสั้น ก่อนกลับมาทรงตัวที่ระดับ 65-70 ดอลลาร์ โดยคาดว่า GDP ไทยจะอยู่ที่ราว 1.7% และ กนง. ยังลดดอกเบี้ยสู่ 0.75% ได้ตามแผน ในขณะที่เงินเฟ้ออาจอยู่ที่ราว 0.3% ทั้งนี้คาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์
2. แต่หากว่าสงครามยืดเยื้อ 2-3 เดือน (แต่ไม่ลุกลาม) ซึ่งกำลังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ เพราะผู้นำระดับรองของอิหร่านน่าจะปฎิบัติตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ รวมถึงการรบกวนเส้นทางเดินเรือในฮอร์มุซ ส่งผลให้ Brent เฉลี่ยที่ระดับ 85 ดอลลาร์ ทำให้คาดว่า GDP ไทยอาจหดตัวลงเหลือ 1.4-1.5% และกนง. ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย ขณะที่เงินเฟ้ออาจขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.8% โดยคาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์
3. หากว่ายากไปกว่านั้น คือ สงครามยืดเยื้อและบานปลายระดับภูมิภาค มีความเสี่ยงจากผู้บัญชาการระดับรองของอิหร่านที่อาจตัดสินใจรุนแรงกว่าผู้นำเดิม บวกกับการเข้าร่วมของฮูตีและฮิสบูเลาะห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระทบกับ GDP ไทย ขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1% และระดับเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1% กว่า ขณะที่ กนง. อาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.25% และคาดว่าค่าเงินบาทอาจลอยขึ้นไปที่ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์
นอกเหนือจากนี้ มองว่าด้วยแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในระยะสั้นประเมินว่าราคาน้ำมันอาจไม่สามารถกลับไปยืนที่ระดับ 60 ดอลลาร์เหมือนเช่นต้นปี 2569 ที่ผ่านมาได้อีกแล้ว
Energy Shock ต่อเศรษฐกิจไทย
ภาพรวมประเทศไทยเปราะบางกว่าที่คิด
- ไทยนำเข้าพลังงานสุทธิเกิน 7% ของ GDP และนําเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ของ ทั้งหมด
- ทุกๆ 10% (ประมาณ 3 บาท) ของราคาน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้น ทําให้การขยายตัว GDP หายไป -0.04%, เงิน เฟ้อเพิ่มขึ้น 0.35% ฉะนั้นราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30 บาทเป็น 40 บาท จะทําให้การขยายตัว GDP หายไป -0.13% percentage points, เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1.16% percentage points
ค่าครองชีพประชาชน
- กรมการค้าภายในเรียก 9 ยักษ์ FMCG (ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ P&G ฯลฯ) ยืนยันตรึงราคาได้ถึง เม.ย. เท่านั้น หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์
- ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับขึ้น ดีเซลปรับขึ้นสู่ 39.0 บาทต่อลิตร
- กองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 3 หมื่นล้านบาทแล้ว และใช้จ่ายวันประมาณละ 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อพยุงราคา
- INVX คำนวณว่าหาก Brent อยู่ที่ 100 ดอลลาร์ พยุงได้ถึงช่วงต้นเดือน เม.ย. ก่อนรัฐบาลใหม่จะอนุมัติ พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง
ค่าขนส่งและวัตถุดิบ
- ค่าระวางเรือจากอ่าวเปอร์เซียมาเอเชียเพิ่มขึ้นเกินสองเท่าแล้ว กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก จัดหาได้ เพียง 50% ของความต้องการ
- วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน TOA สต็อกเหลือ 20 วัน SCG ปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยอง บรรจุภัณฑ์ พลาสติกเริ่มหายากในตลาด
- กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจาเกาหลีใต้ขอผ่อนผันส่งออก Solvent และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ สํารองเพิ่มเติม
ค่าไฟฟ้าและเงินเฟ้อ
- ต้นทุน LNG พุ่งสูงกว่า 100% กระทบโรงไฟฟ้า SPP โดยตรง มีความเสี่ยงที่ค่าไฟฟ้างวดหน้าจะถูก ปรับขน
- เงินเฟ้อที่ปกติอยู่ต่ำกว่า 1% อาจเร่งตัวสู่ 1.5% หรือสูงกว่าหากสงครามยืดเยื้อ
นโยบายการคลัง ดอกเบี้ยและค่าเงินบาท
- รัฐบาลอนุทิน 2 เตรียมโยกงบประมาณเข้าโหมด 'ฉุกเฉินเร่งด่วน' พร้อมเดินหน้า คนละครึ่งพลัส
- เฟส 2 เร็วขึ้นเป็นกลางปี แต่งบฯ กลางสำรองจ่ายเหลืออยู่เพียง -2.4 หมื่นล้านบาท
- INVX ประเมินว่า หากผลสงครามยืดเยื่อ 2-3 เดือน (S2) กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ทั้งปี บาทอ่อนสู่ 34 บาท
- และหากว่าไปถึงขั้นที่สงครามยืดเยื้อและลุกลาม (S3) ทำให้ Brent เกิน 100 ดอลลาร์ อย่างถาวรแล้วนั้น อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉินสู่ 1.25% และบาทอ่อนสู่ 36 บาท
4 กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department InnovestX กล่าวว่า ท่ามกลางสภาวะความผันผวนของตลาดทุนที่ได้รับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจโลก ล่าสุดได้มีการเปิดเผยแนวทางการลงทุนผ่าน '4 กลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย' เพื่อเป็นลายแทงให้แก่นักลงทุนในการปรับพอร์ตให้สอดรับกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยแบ่งตามระยะเวลาและปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้
1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) : เน้น Tactical Play 'เข้าซื้อเก็งกำไร'
ในระยะสั้น เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลายลง บรรยากาศการลงทุนจะกลับเข้าสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่ถูกขายออกมาอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า กลยุทธ์ที่แนะนำคือการเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลงและกลุ่มที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง : อาทิ สายการบิน (AAV, BA), โรงไฟฟ้ากลุ่ม SPP (GPSC, BGRIM), โรงพยาบาลระดับบน (BH, BDMS, PR9) และกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, ERW, MINT)
- กลุ่มที่คลายความกังวลเรื่องห่วงโซ่อุปทาน : ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE), ยานยนต์ (AH, SAT, STANLY), วัสดุก่อสร้าง (SCC) และบรรจุภัณฑ์ (SCGP)
- กลุ่มเป้าหมาย Short Covering : เน้นหุ้นในดัชนี SET50 ที่มีปริมาณการขายชอร์ตสะสมสูงและราคาปรับตัวลงแรงกว่าตลาดในช่วงวิกฤต เช่น LH, WHA, BTS, AOT, BDMS, CPF, MINT, AWC, HMPRO และ OR
2. ระยะกลาง (3-6 เดือน) : สู้ภัย Stagflation ด้วยหุ้น High Pricing Power
สำหรับการลงทุนในระยะกลาง ตลาดอาจต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ฝังตัวลึก (Sticky Inflation) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงทรงตัวในระดับสูง (ประมาณ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อ กลยุทธ์ที่แนะนำคือการ “ทยอยซื้อสะสม” ในหุ้นที่มีความทนทานต่อภาวะ Stagflation โดยเน้นหุ้นที่มีอำนาจในการต่อรองราคา (Pricing Power) สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เร็ว หรือเป็นสินค้าจำเป็นที่มีคู่แข่งน้อยราย
- กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, TRUE
- กลุ่มการแพทย์ : BDMS, BH, CHG, BCH
- กลุ่มพาณิชย์ : CPALL, CPAXT, BJC, CPN, CRC
3. ระยะยาว (6-12 เดือนขึ้นไป) : ปรับพอร์ตรับโครงสร้างใหม่ในพลังงานทางเลือก
ในระยะยาว วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เร่งให้ภาครัฐและเอกชนทั่วโลกตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และมุ่งสู่แนวทาง "New Normal" ด้านพลังงานสะอาด กลยุทธ์ที่แนะนำคือการซื้อลงทุนในกลุ่มพลังงานทางเลือก (Renewable Energy)
- กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด : GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL ซึ่งจะได้อานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนและดีมานด์จากภาคเอกชนที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอน
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม : WHA, AMATA ที่รองรับฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop
4. กลยุทธ์การบริหารเงินสดและการเฝ้าระวัง
นอกเหนือจากการเข้าซื้อใน 3 ระยะข้างต้น นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในบางเซกเตอร์และเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่อง ดังนี้
- ระวังแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ : โดยเฉพาะ PTTEP เนื่องจากราคาน้ำมันอาจมีการปรับฐาน
- เน้นถือเงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้น : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ หรือกังวลสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการทหารและการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ Fed การถือสินทรัพย์ที่มี Duration สั้นจะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคา (Duration Risk)
- สะสมสภาพคล่อง : เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในปัจจุบันจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น โดยนักลงทุนควรแบ่งพอร์ตการลงทุนให้ชัดเจนระหว่างการเก็งกำไรระยะสั้นตามกระแสข่าว และการสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่งเพื่อเป้าหมายในระยะยาว เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอภายใต้ความผันผวนของตลาดหุ้นไทย




