
ถอดรหัสลงทุน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง กูรูแนะปรับพอร์ตสู้เงินเฟ้อ
3 กูรู ถอดรหัสการลงทุนปี 2026 รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง คาดจีดีพีไทยโตต่ำสุด 1% ชี้ช่องสะสมหุ้นปันผล-กลุ่มสื่อสาร-นิคมฯ สู้ภาวะเงินเฟ้อขาขึ้น
ในงานสัมมนา Investment 2026: Opportunity Beyond Crisis ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับกรุงเทพธุรกิจ ในช่วงเสววนา ”ปั้นพอร์ตปันผล เจาะหุ้นแกร่ง“ นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน), นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และนายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด
ได้ร่วมกันวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โดยประเมินว่าสถานการณ์นี้กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการลงทุนจากการเน้นกลุ่มการบริโภคไปสู่กลุ่มที่ทนทานต่อเงินเฟ้อและกลุ่มการลงทุนแทน
วิกฤตตะวันออกกลาง โจทย์ใหญ่ที่อาจลากยาวกว่าที่คิด
นายปิยศักดิ์ และนายธนเดช ประเมินตรงกันว่า สงครามในครั้งนี้มีโอกาสยืดเยื้อ เนื่องจากเป็นเรื่องความอยู่รอดของคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะอิหร่านที่มองว่าเป็นเดิมพันสำคัญ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่อาจยืนสูงในระดับ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปอีกระยะหนึ่ง
โดยผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่เห็นเด่นชัดคือ ภาวะเงินเฟ้อที่กำลังกลับมา จากต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ขีดความสามารถของภาครัฐในการอุดหนุนราคาน้ำมันเริ่มจำกัด เนื่องจากหนี้สาธารณะมีแนวโน้มพุ่งเข้าใกล้กรอบ 70% และกองทุนน้ำมันมีภาระหนี้สะสมจำนวนมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตต่ำกว่าคาด โดยประเมิน GDP อยู่ที่ประมาณ 1-1.5% เท่านั้น
เปิด 3 ฉากทัศน์ตลาดหุ้นไทย และจุดเข้าซื้อที่ปลอดภัย
ด้านนายสรพล ได้แบ่งผลกระทบออกเป็น 3 กรณี เพื่อให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที ได้แก่
1. กรณีจบภายใน 1 เดือน: เป้าหมาย SET Index อยู่ที่ 1,480 จุด โดยมีจุดเข้าซื้อที่คุ้มค่า (Discount 5%) บริเวณ 1,410 จุด
2. กรณีลากยาว 3 เดือน (Base Case): ดัชนีอาจมี Downside ลงไปถึง 1,385 จุด และควรพิจารณาเข้าซื้อที่บริเวณ 1,320-1,330 จุด
3. กรณีรุนแรงยืดเยื้อ: อาจเห็นเศรษฐกิจชะลอตัวเหลือ 1% และค่าเงินบาทอ่อนค่าไปแตะ 36 บาทต่อดอลลาร์
ปรับพอร์ตรับ "เงินเฟ้อ" และ "ดอกเบี้ยทรงตัวสูง"
ทั้งนี้ แนะนำให้ "เปลี่ยน Playbook" จากหุ้นกลุ่มการบริโภค (Consumption) มาเป็นกลุ่มที่มี Pricing Power และมีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ดังนี้
กลุ่มที่ควรมีติดพอร์ตเพื่อสู้เงินเฟ้อ: ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) และกลุ่มการแพทย์ (BDMS, BH, BCH) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันจำกัดและมีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจ
กลุ่มพลังงานที่เป็นต้นน้ำ: PTTEP และ PTT ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันโลก โดย PTT ยังเป็นหุ้นที่มีโมเดลธุรกิจครบวงจรและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ
กลุ่มธนาคารพาณิชย์: แม้เศรษฐกิจจะโตต่ำ แต่แบงก์ไทยยังมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและ NPL ที่บริหารจัดการได้ โดยแนะนำ KTB, SCB, KBANK และ TISCO ซึ่งคาดว่าจะยังคงอัตราการจ่ายปันผล (Payout Ratio) ในระดับสูง
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุน: WHA และ AMATA เป็นเป้าหมายสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต ซึ่งไทยยังมีโอกาสเป็นฐานการลงทุนที่ปลอดภัยในภูมิภาค
ขณะที่หุ้นรายตัวที่น่าสนใจ มองว่าเป็น War Hedging ในกลุ่มปิโตรเคมี และ STECON (STEC) ที่มีโอกาสฟื้นตัวตามงานก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงหรือชะลอการลงทุน ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูงโดยตรง เช่น กลุ่มขนส่ง สายการบิน (AAV, BA) และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ที่อาจมีความเสี่ยงจากภาระหนี้ครัวเรือนและทิศทางดอกเบี้ยที่อาจไม่ปรับลดลงง่ายๆ ตามที่เคยคาดการณ์ไว้






