thansettakij
thansettakij
InnovestX ชี้สงครามดันน้ำมันพุ่ง หั่น GDP ไทยเหลือ 1.4% เปิดโผ 5 หุ้นหลบภัย

InnovestX ชี้สงครามดันน้ำมันพุ่ง หั่น GDP ไทยเหลือ 1.4% เปิดโผ 5 หุ้นหลบภัย

30 มี.ค. 69 | 07:25 น.
อัปเดตล่าสุด :30 มี.ค. 69 | 07:25 น.

InnovestX ชี้สงครามดันน้ำมันพุ่งเสี่ยง Stagflation กด GDP ไทยเหลือ 1.4% คงเป้า SET 1,500–1,530 จุด แนะ Stay Invested ชู ADVANC-BBL-BDMS-BEM-GULF เป็นหุ้นเด่น

KEY

POINTS

  • InnovestX ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
  • เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงเนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 10% จะกระทบ GDP -0.04%
  • แนะนำ 5 หุ้นหลบภัยในภาวะตลาดผันผวน ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นแนวทาง Stay Invested , Stay Selective โดยมุ่งคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว

โดยธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center กลุ่มพลังงาน และ โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น

รวมถึงกลุ่ม Global Defense ที่ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านความมั่นคง โดยหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ Alphabet , Amazon , TSMC , ASML , Palantir , Mitsubishi Heavy Industries , GE Vernova , Advantest , Goldman Saches 
 
ในแง่ของกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น ประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index ในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,500-1,530 จุด โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลักโดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่

  • ADVANC เนื่องจากมีงบดุลที่แข็งแกร่ง การแข่งขันจำกัด และมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง
  • BBL คุณภาพสินทรัพย์เหนือกว่าธนาคารอื่นๆ และมูลค่าหุ้นถูกมาก
  • BDMS Valuation สมเหตุสมผล และมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง
  • BEM ความผันผวนต่ำ และมีสัดส่วนรายได้ในประเทศสูง
  • GULF ความผันผวนต่ำ และมีความชัดเจนของกำไรสูง

น้ำมันพุ่งฉุดเศรษฐกิจโลก

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department InnovestX กล่าวว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไปในระยะสั้น

ด้วยความกังวลด้านอุปทานน้ำมันนำไปสู่การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคานั้น หากยืนในระดับสูงต่อเนื่องตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในที่สุด

ทั้งนี้ ทางฝ่ายยังคงแนะนำให้ 'Stay Invested, Stay Selective' การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และ เพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี 

ส่วนการลงทุนทองคำนั้น มองว่าการถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลางถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น 

อย่างไรก็ดี การลงทุนในระยะยาวแนะนำให้มองหาอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI , โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense) 

"ประเมินว่าในไตรมาส 2/2569 นี้ รัฐบาลน่าจะเริ่มดำเนินนโยบายได้ในเดือนเม.ย. ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ด้านพลังงานจะมีข้อสรุปจะเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการบริโภคภายในประเทศ ส่วนในระยะยาวควรเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ"

InnovestX ชี้สงครามดันน้ำมันพุ่ง หั่น GDP ไทยเหลือ 1.4% เปิดโผ 5 หุ้นหลบภัย

GDP หดเหลือ 1.4%

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ InnovestX กล่าวว่า สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2569 นั้น คาดว่ายังเติบโตในระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต เพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงและเป็นผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเสี่ยง Stagflation

และอาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาสู่การขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก 
 
สำหรับประเทศไทยนั้น ทางฝ่ายประเมิน GDP ไว้ในกรอบ 1.0-1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และ เงินบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาทต่อดอลลาร์ 

ในขณะที่ไทยยังเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และ พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นจะกด GDP ลง -0.04% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% (p.p.)

"เพราะฉะนั้น หากดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะส่งผลกระทบต่อ GDP ถึง -0.13% และ เงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% (p.p.) รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และ ต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%"