thansettakij
สถิติเลือกตั้งชี้หุ้นไทยขยับบวกสั้น เศรษฐกิจโตต่ำฉุดความหวัง

สถิติเลือกตั้งชี้หุ้นไทยขยับบวกสั้น เศรษฐกิจโตต่ำฉุดความหวัง

03 ก.พ. 2569 | 23:45 น.

โบรกเผยสถิติหุ้นไทยมักปรับบวกก่อน–หลังเลือกตั้งช่วงสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจโตต่ำ และผลประกอบการ ฉุดความคาดหวังระยะถัดไป

KEY

POINTS

  • สถิติในอดีตชี้ว่าตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในระยะสั้นๆ ทั้งช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง แต่เป็นเพียงแรงหนุนชั่วคราว
  • ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ เช่น การเติบโตของ GDP ที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ชะลอตัว เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • แม้การเลือกตั้งจะสร้างความหวัง แต่ความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด ทำให้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นในระยะยาวขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ภายใต้ปัจจัยสำคัญทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดจะจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับทิศทางตลาดในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง

รวมถึงผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ในขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดจากการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่สูง และความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จำกัด

ภายใต้บริบทดังกล่าว การประเมินตลาดหุ้นไทยจึงต้องพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงสถิติ ภาวะเศรษฐกิจมหภาค และแนวโน้มผลประกอบการรายอุตสาหกรรมควบคู่กัน เพื่อให้เห็นภาพการลงทุนที่สอดคล้องกับสภาวะตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ปัจจัยที่นักลงทุนจะมองในเดือน ก.พ. สำหรับในประเทศได้แก่การเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองไหนจะได้เข้ามาบริหารประเทศ

แต่หากดูสถิติจะพบว่าตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในช่วง 1 - 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็มักจะเป็นบวก 1 - 2 สัปดาห์ แต่หลังจาก 1 เดือนไปแล้งนั้น ตลาดหุ้นไทยมักจะเริ่มปรับฐานเพราะ Price In ไปแล้ว

ทั้งนี้ ตามสถิติแล้วอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงเลือกตั้งได้แก่ค้าปลีก หลังเลือกตั้ง 1 - 2 สัปดาห์มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 4% แต่หากมีคำถามในใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยรวมไปถึงตลาดหุ้นไทยกลับมาแข็งแกร่งได้เลยหรือไม่มองว่าอาจจะค่อนข้างเป็นไปได้ยาก

เนื่องด้วยข้อจำกัดของประเทศไทยเอง อาทิ เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำอยู่แล้วหลายๆ สำนักคาดการณ์ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งหากมองลงไปในเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยหลายๆ เครื่องยนต์จะพบว่าเผชิญหลายปัญหา

ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของการบริโภคที่ขยายตัวต่ำเพราะปัญหาหนี้ครัวเรือน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทยลดลงสวนทางกับประเทศอื่นที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็มีความสามารถในการกระตุ้นที่จำกัดเนื่องด้วยภาระหนี้สินที่สูง

สถิติการตอบรับตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อน-หลัง การเลือกตั้ง

หนี้ครัวเรือนไทยสูงกดดันการบริโภค

การเติบโตเศรษฐกิจไทยต่ำสุดในภูมิภาค

สำหรับตลาดหุ้นไทยในแง่ Valuation อาจจะไม่ได้แพงมากด้วยระดับ PBV ที่ซื้อขายเพียง 1.2 เท่า และหากมองเป็นเชิงสถิติก็จะอยู่ในช่วง -1.5SD แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจัยพื้นฐานต้องยอมรับว่ายังไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่นัก

หากไปดูผลประกอบการที่รายงานออกมาในช่วงไตรมาส 4/2568 จะพบว่าอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำไรส่วนใหญ่ลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และเห็นผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ปรับลงกดดันส่วนต่างดอกเบี้ย ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยแม้จะเห็นการขยายตัวแต่ไม่เพียงพอจะทำให้กำไรกลับมาขยายตัว

เมื่อมองไปยังข้างหน้าหลายๆตัวที่คาดการณ์กำไรไตรมาส 4/2568 กลับพบว่ากำไรลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เช่น HMPRO CPALL BJC และ DOHOME เมื่อการเติบโตไม่ได้เด่นมากความคาดหวังราคาจะปรับขึ้นแบบเร่งตัวก็เชื่อว่าเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยมีข้อดีก็คือกระแสเงินสดอิสระ Free cash Flow ค่อนข้างสูงเพราะรายจ่ายด้านลงทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากทำให้เงินปันผลจ่ายค่อนข้างเด่น แม้ปัจจัยพื้นฐานอาจไม่ได้โดดเด่นแต่เห็นทิศทางอ่อนค่าของดอลลาร์จากความต้องการของทรัมป์ สวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งพร้อมกับดอกเบี้ยที่สูงกว่าหลายๆ ประเทศ

ไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในช่วงวันที่ 8 ก.พ. สถิติที่ผ่านมาชี้ว่าหลังเลือกตั้งตลาดหุ้นมักตอบรับเชิงบวกด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3 - 4% กลุ่มที่เด่นสุดจะได้แก่ค้าปลีกซึ่งก็จะสอดคล้องกับนโยบายแต่ละภาครัฐที่เน้นกระตุ้นการบริโภคและช่วงลงพื้นที่หาเสียงก็คาดว่าจะเห็นการบริโภคที่เร่งขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คาดหวังไปถึงขั้นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะกระตุ้นจนเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่งด้วยหลายๆ ข้อจำกัดจากเศรษฐกิจไทยเอง กลยุทธ์หุ้นไทยควรเน้นที่มีการเติบโตเล็กน้อยประกอบกับราคาหุ้นไม่แพงและมีปันผล โดยหุ้น Top Pick ที่ทางฝ่ายเลือกได้แก่ KKP MTC CENTEL ITC และ HMPRO เป็นต้น

เลือกตั้งหนุน SET บวกสั้น

นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งว่า ระยะสั้นหลังเลือกตั้ง sentiment ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ upside กรอบบนอยู่ที่ระดับ 1,350 - 1,370 จุด นักลงทุนอาจยังเข้าโหมด Reality check รอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการเร่งผลักดันนโยบาย

ขณะที่กำไรไตรมาส 1/2569 อาจยังฟื้นตัวช้า (คาดกำไรหลัก +1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ +5% จากไตรมาสก่อน) ภายใต้ช่วงสุญญากาศเชิงนโยบาย (policy gap) ไม่ว่าภายใต้การนำของพรรคใด ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ คาดไม่สูงมาก จากเม็ดเงินกระตุ้นจำกัด งบลงทุนภาครัฐฯ ที่ลดลงจากปีก่อน และสถานะการคลังที่ตึงตัว ทำให้การกู้เพิ่มทำได้ยาก

โดยแนวนโยบายหลักคาดเน้น 5 ด้าน ได้แก่

  1. กระตุ้นการบริโภค-ลดภาระค่าครองชีพ
  2. เร่งงบเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐฯ
  3. ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ FDI ต่อเนื่องผ่าน BOI Thailand FastPass
  4. กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว
  5. มุ่งฟื้นตลาดหุ้นไทย

แต่จากเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท คาดหนุน GDP ปี 2568 - 2569 เพียง 0.1 - 0.2% และหนุนกำไร SET ราว 0.4 - 0.8% ทำให้กรอบบนระยะสั้นประเมินที่ 1,350 - 1,370 จุด ดังกล่าว

หากจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น

แม้ศักยภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังจำกัด แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย จะเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ 'หุ้นคุณค่า' ในตลาดเกิดใหม่ (Valuation-driven rotation) รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ซึ่งปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายที่ PER ต่ำกว่าตลาดโลก (MSCI ACWI) ถึง 37% และต่ำกว่าเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (MSCI Asia ex Japan) ถึง 21% นับเป็นระดับถูกที่สุดในรอบ 16 ปี

ในกรณีได้รัฐบาลภายในเดือนพฤษภาคม ยังคงเป้าหมาย SET ปี 2569 ที่ 1,440 จุด ขณะที่กรณีเลวร้าย หากการจัดตั้งล่าช้าไปราว 3 เดือน และได้รัฐบาลในไตรมาส 4/2569 ประเมิน SET target ลดลงเหลือ 1,350 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น แนะนำ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. หุ้นคุณค่าคุณภาพสูง (Quality value) : ราคาต่ำมูลค่าในทุกมิติ (PER, PBV, EV/EBITDA), มีปันผลลดเสี่ยง (2026 Div yld > 3%), กำไรฟื้น-ไม่โดนหั่นประมาณการณ์แรง, ความผันผวนกำไรต่ำ-ROE ขาขึ้น ได้แก่ CPN, COM7, BH, OSP, CPALL
  2. หุ้นเป้าหมายนักลงทุนต่างชาติ (Foreign flow targets) : ที่เม็ดเงินมักไหลเข้าตลอดทั้ง 6 รอบระหว่างปี 2548 - 2568 เช่น PTT, SCC, ADVANC

โดยสรุป ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงการเลือกตั้งสะท้อนแรงหนุนเชิงสถิติในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเผชิญข้อจำกัดจากการเติบโตที่ไม่สูง ภาวะหนี้ครัวเรือน และทิศทางกำไรของหลายอุตสาหกรรม

แม้ระดับมูลค่าตลาดโดยรวมจะอยู่ในช่วงไม่สูงเมื่อเทียบเชิงสถิติ และบางกลุ่มมีจุดเด่นด้านกระแสเงินสดและเงินปันผล แต่การเคลื่อนไหวของตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว