thansettakij
BOI ทุบสถิติ 1.8 ล้านล้าน หนุนหุ้นไทยสดใส กูรูชี้เม็ดเงินไหลเข้า 4 กลุ่มเด่น

BOI ทุบสถิติ 1.8 ล้านล้าน หนุนหุ้นไทยสดใส กูรูชี้เม็ดเงินไหลเข้า 4 กลุ่มเด่น

27 ม.ค. 2569 | 04:58 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ม.ค. 2569 | 05:25 น.

เงินลงทุน BOI ปี 268 พุ่งทุบสถิติ 1.8 ล้านล้านบาท รับกระแสย้ายฐานการผลิตจาก Tech War หนุนเศรษฐกิจจริง 1–3 ปีข้างหน้า โบรกชี้หุ้นนิคม–ไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์เด่น แนะกลยุทธ์เลือกหุ้นกองทุนถือน้อย เลี่ยงแรงขายในภาวะตลาดผันผวน

KEY

POINTS

  • ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปี 2568 พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อนหน้า
  • ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อหนีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้า 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, โรงไฟฟ้า, รับเหมาวางระบบ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนตลอดปี 2568 พบว่า มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อนหน้า และมีจำนวนโครงการรวม 3,370 โครงการ

โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Tech War) ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เร่งให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตมายังไทย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มาแรงแซงกลุ่มยานยนต์และปิโตรเคมีเดิม คือ กลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัล และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนไทยปี 2568 สดใสหลังยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับกระแสย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์

ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นโลกยังผันผวนจากนโยบายดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และความไม่แน่นอนเรื่องภาษีของทรัมป์ ทำให้ต้อวจับตากระแสเงินทุนไหลเข้ากลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมเปิดโผหุ้นพื้นฐานดีที่กองทุนถือครองน้อยเพื่อหลบแรงเทขาย

ทั้งนี้ประเมินว่า เม็ดเงินมหาศาลนี้จะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการก่อสร้างและการจ้างงานใน 1-3 ปีข้างหน้า โดยหุ้นที่ได้รับอานิสงส์หลักแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  1. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: ยอดขายที่ดินเพิ่ม (WHA, AMATA, PIN)
  2. กลุ่มโรงไฟฟ้า: ความต้องการใช้ไฟพุ่งตามโรงงาน (GULF, GPSC)
  3. กลุ่มรับเหมาและวางระบบ: รองรับโครงสร้างพื้นฐาน (INSET, AIT)
  4. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์: รับ Supply Chain ใหม่ (DELTA, KCE, HANA)

จับตาประชุม FED และผลประกอบการบิ๊กเทคฯ สัปดาห์นี้ 

ปัจจัยต่างประเทศสัปดาห์นี้ (ปลายเดือนมกราคม 2569) ตลาดจับตาการประชุม FED ครั้งแรกของปีในวันที่ 28 ม.ค. ซึ่งคาดการณ์เกือบ 100% ว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 3.75%, และต้องติดตามการรายงานงบการเงินของกลุ่ม 'MAG7' อาทิ Microsoft, Meta, Tesla และ Apple รวมถึงกลุ่ม Defense และ Chip ที่จะทยอยประกาศออกมา ในขณะที่ประเด็นภาษีของทรัมป์ (Tariff) 

ล่าสุดศาลฎีกาสหรัฐฯ อาจเลื่อนการตัดสินคดีออกไปเป็นวันที่ 20 ก.พ. แต่ระหว่างนี้ทรัมป์ยังคงใช้มาตรการภาษีกดดันคู่ค้าต่อเนื่อง ทั้งจีน ยุโรป และเกาหลีใต้ สร้างความผันผวนให้ตลาด 

สำหรับเทรนด์เงินทุนนั้น ทิ้งหุ้นเข้าหา Commodity ความไม่แน่นอนในตลาดการเงินส่งผลให้เห็นสัญญาณกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลออกจาก ETF ตลาดหุ้นทั่วโลกกว่า 2.37 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเม็ดเงินไหลเข้าสู่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) แทน

โดยเฉพาะกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ เงิน และทองแดงสอดคล้องกับข่าวใหญ่ในวงการเหมืองแร่ที่ Zijin Mining Group ประกาศเดินเครื่องผลิตเหมืองทองแดง Julong เฟส 2 อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตทองแดงได้ถึง 57%

ด้านกลยุทธ์ลงทุน แนะนำหลบแรงขายกองทุน เฟ้นหาหุ้น Laggard สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิ 2.8 พันล้านบาท แต่กองทุนในประเทศยังคงขายสุทธิอย่างหนักต่อเนื่องกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทในเดือนนี้

ดังนั้น ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำกลยุทธ์เลือกเก็งกำไรหุ้นพื้นฐานที่กองทุนถือหุ้นน้อยกว่า 1% เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกองทุนเทขาย โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ IRPC, STA, STGT, CPAXT, BA, SJWD, SIRI, LH, SPALI และ DELTA

ในทางตรงกันข้าม ควรระมัดระวังหุ้นที่กองทุนถือเยอะเกิน 4% ซึ่งอาจมีความเสี่ยงถูกขายกดดันราคา เช่น KTB, SCB, PTT และ AMATA ทั้งนี้ หุ้นเด่น (Top Pick) ที่ฝ่ายวิจัยแนะนำยังคงเน้นหุ้นที่อิงราคา Commodity และราคาลงมาลึก คือ PTTEP, IVL และ TRUE เป็นต้น