

KEY
POINTS
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนตลอดปี 2568 พบว่า มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อนหน้า และมีจำนวนโครงการรวม 3,370 โครงการ
โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Tech War) ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เร่งให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตมายังไทย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มาแรงแซงกลุ่มยานยนต์และปิโตรเคมีเดิม คือ กลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัล และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนไทยปี 2568 สดใสหลังยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับกระแสย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นโลกยังผันผวนจากนโยบายดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และความไม่แน่นอนเรื่องภาษีของทรัมป์ ทำให้ต้อวจับตากระแสเงินทุนไหลเข้ากลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมเปิดโผหุ้นพื้นฐานดีที่กองทุนถือครองน้อยเพื่อหลบแรงเทขาย
ทั้งนี้ประเมินว่า เม็ดเงินมหาศาลนี้จะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการก่อสร้างและการจ้างงานใน 1-3 ปีข้างหน้า โดยหุ้นที่ได้รับอานิสงส์หลักแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
จับตาประชุม FED และผลประกอบการบิ๊กเทคฯ สัปดาห์นี้
ปัจจัยต่างประเทศสัปดาห์นี้ (ปลายเดือนมกราคม 2569) ตลาดจับตาการประชุม FED ครั้งแรกของปีในวันที่ 28 ม.ค. ซึ่งคาดการณ์เกือบ 100% ว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 3.75%, และต้องติดตามการรายงานงบการเงินของกลุ่ม 'MAG7' อาทิ Microsoft, Meta, Tesla และ Apple รวมถึงกลุ่ม Defense และ Chip ที่จะทยอยประกาศออกมา ในขณะที่ประเด็นภาษีของทรัมป์ (Tariff)
ล่าสุดศาลฎีกาสหรัฐฯ อาจเลื่อนการตัดสินคดีออกไปเป็นวันที่ 20 ก.พ. แต่ระหว่างนี้ทรัมป์ยังคงใช้มาตรการภาษีกดดันคู่ค้าต่อเนื่อง ทั้งจีน ยุโรป และเกาหลีใต้ สร้างความผันผวนให้ตลาด
สำหรับเทรนด์เงินทุนนั้น ทิ้งหุ้นเข้าหา Commodity ความไม่แน่นอนในตลาดการเงินส่งผลให้เห็นสัญญาณกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลออกจาก ETF ตลาดหุ้นทั่วโลกกว่า 2.37 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเม็ดเงินไหลเข้าสู่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) แทน
โดยเฉพาะกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ เงิน และทองแดงสอดคล้องกับข่าวใหญ่ในวงการเหมืองแร่ที่ Zijin Mining Group ประกาศเดินเครื่องผลิตเหมืองทองแดง Julong เฟส 2 อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตทองแดงได้ถึง 57%
ด้านกลยุทธ์ลงทุน แนะนำหลบแรงขายกองทุน เฟ้นหาหุ้น Laggard สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิ 2.8 พันล้านบาท แต่กองทุนในประเทศยังคงขายสุทธิอย่างหนักต่อเนื่องกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทในเดือนนี้
ดังนั้น ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำกลยุทธ์เลือกเก็งกำไรหุ้นพื้นฐานที่กองทุนถือหุ้นน้อยกว่า 1% เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกองทุนเทขาย โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ IRPC, STA, STGT, CPAXT, BA, SJWD, SIRI, LH, SPALI และ DELTA
ในทางตรงกันข้าม ควรระมัดระวังหุ้นที่กองทุนถือเยอะเกิน 4% ซึ่งอาจมีความเสี่ยงถูกขายกดดันราคา เช่น KTB, SCB, PTT และ AMATA ทั้งนี้ หุ้นเด่น (Top Pick) ที่ฝ่ายวิจัยแนะนำยังคงเน้นหุ้นที่อิงราคา Commodity และราคาลงมาลึก คือ PTTEP, IVL และ TRUE เป็นต้น