ในแวดวงการลงทุน มีคำกล่าวว่า "ประวัติศาสตร์มักจะไม่ซ้ำรอยเดิม หากแต่มีท่วงทำนองที่คล้ายคลึงกัน" แต่สำหรับปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ท้าทายทฤษฎีการเงินเดิมอย่างสิ้นเชิง
ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2025 เราได้เห็นภาพความขัดแย้งที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดทุน ในขณะที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำต่างออกมาคาดการณ์ถึง "ภาวะเศรษฐกิจถดถอย" (Recession) และเกิดสัญญาณเตือนภัยจากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Inverted Yield Curve) ทว่าในความเป็นจริง เศรษฐกิจโลกกลับแสดงศักยภาพในการฟื้นตัวแบบ "The Great Resilience" ที่แข็งแกร่งเกินความคาดหมาย
ดัชนีตลาดหุ้นหลักหลายแห่งทั่วโลกสามารถทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในบริบทของตำราเศรษฐศาสตร์ยุคเก่าที่มองว่าดอกเบี้ยสูงคือยาพิษของตลาดหุ้น
ความย้อนแย้งนี้เองทำให้เรานำข้อมูลผลตอบแทนของปัจจัย (Factor) หุ้นทั่วโลกในปี 2025 ที่ผ่านมามาวิเคราะห์ เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ และนี่คือบทสรุปที่ข้อมูลกำลังบอกเรา
ปีแห่งการเคลื่อนไหวสวนทางกระแสหลัก (The Year of Contrarian)
ผลตอบแทนของปัจจัย Long-Term Reversal (+9.6%) และ Growth (+8.4%) ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจาก 2 ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญในปี 2025 คือ
เมื่อ "พื้นที่ปลอดภัย" กลับกลายเป็นความเสี่ยง
บทเรียนราคาแพงสำหรับนักลงทุนแนวตั้งรับ (Defensive) เมื่อผลตอบแทนของกลุ่มหุ้นเบต้าต่ำ (-20.0%) และหุ้นผันผวนต่ำ (-17.7%) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนน่าตกใจจึงเป็นคำถามน่าสนใจว่าเหตุใดหุ้นกลุ่มความผันผวนต่ำ หรือหุ้นที่ได้ชื่อว่าเป็น "หลุมหลบภัย" (Safe Haven) จึงไม่ปลอดภัย? คำตอบคือ "กับดักของความคาดหวัง" และ "มูลค่าที่ตึงตัว"
ถ้าย้อนกลับไปตลอดปี 2024 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2025 นักลงทุนจำนวนมากพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันกลับเข้าไปพักเงินในหุ้น Defensive จนราคาพุ่งเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก กล่าวคือ นักลงทุนยอมจ่ายแพงเกินจริงเพื่อซื้อความสบายใจ
แต่เมื่อปี 2025 เศรษฐกิจโลกสามารถทำ Soft Landing ได้ ความกังวลหายไป เงินทุนจึงไหลออกจากหุ้นปลอดภัยมาสู่สินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า นักลงทุนที่ยึดติดกับทฤษฎีเดิมที่ว่า "เมื่อตลาดผันผวนควรเพิ่มน้ำหนักในหุ้นที่ผันผวนต่ำ " โดยมิได้พิจารณาบริบทของมูลค่าพื้นฐานและเศรษฐกิจมหภาค ที่เปลี่ยนไป จึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงขาลงเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุการณ์ในปี 2025 จึงเป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า การใช้วิจารณญาณหรือสัญชาตญาณของมนุษย์เพียงอย่างเดียว อาจมีข้อจำกัดในโลกการลงทุนยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยธรรมชาติ จิตวิทยาการลงทุนของมนุษย์ถูกครอบงำด้วยอคติที่เรียกว่า "การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย"
งานวิจัยระบุว่าความเจ็บปวดจากการขาดทุนส่งผลต่อจิตใจรุนแรงกว่าความสุขจากการทำกำไรถึง 2 เท่า ดังนั้น เมื่อได้รับข่าวสารเชิงลบในช่วงต้นปี สมองของมนุษย์จึงสั่งการให้เรา "หนี" เข้าหาหุ้นปลอดภัย (Low Beta) เพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งในปีที่ผ่านมา การตัดสินใจตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดดังกล่าวนำไปสู่ผลตอบแทนที่ติดลบถึง 20%
มุมมองและยุทธศาสตร์การจัดพอร์ตสำหรับปี 2026
จากการวิเคราะห์ภาพรวม ข้อมูลเชิงลึก และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค เราขอฝาก 3 ข้อคิดที่จะช่วยสำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในปี 2026 ดังนี้
โดยสรุป โลกการเงินในปี 2026 กำลังหมุนเร็วกว่าที่เคย การลงทุนในยุคนี้มิใช่เพียงการค้นหาแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยที่สุดและอยู่นิ่งๆ หากแต่คือการทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวของความเสี่ยงอย่างถ่องแท้ และกล้าที่จะปรับตัวยืนหยัดในจุดที่สอดคล้องกับทิศทางลมของเศรษฐกิจโลก เพื่อนำพาพอร์ตให้เติบโตอย่างยั่งยืน