KEY
POINTS
จากการรวบรวมข้อมูลการลงทุนในตลาดหุ้นไทยของกองทุนประกันสังคมในปี 2568 พบว่า ตลอดช่วงเดือนมกราคม-ธันวาคม หรือคิดเป็น 242 วันทำการ มีการลงทุนในหุ้นไทยรวมทั้งสิ้น 85 หลักทรัพย์ ครอบคลุมหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ พลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคารและการเงิน สื่อสารและโครงสร้างพื้นฐาน ค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ เฮลท์แคร์และบริการ อาหาร รวมถึงเทคโนโลยี
นอกจากนี้ พอร์ตการลงทุนของประกันสังคมยังมีการกระจายไปยังกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) อีกจำนวนมาก สะท้อนแนวทางการบริหารพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงในระยะยาว
สำหรับมูลค่าการลงทุนในหุ้นไทยทั้ง 85 หลักทรัพย์ ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 218,053,690,952.13 บาท (อิงราคาปิดตลาดวันที่ 30 ธันวาคม 2568) ปรับลดลง 14,387,885,366.22 บาท หรือคิดเป็น -6.18% เมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุน ณ วันซื้อขายแรกของปี 2568 ที่ 232,441,576,318.35 บาท (อิงราคาเปิดตลาดวันที่ 2 มกราคม 2568)
การปรับลดลงของมูลค่าพอร์ตหลักๆ มาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น โดยพบว่ามีหุ้นในพอร์ตที่ราคาปรับตัวลดลงถึง 58 หลักทรัพย์ ขณะที่หุ้นที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นมีเพียง 24 หลักทรัพย์ และอีก 3 หลักทรัพย์ราคาทรงตัวตลอดปี สอดคล้องกับทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงกว่า 10% ในปีเดียวกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและในประเทศ
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประเมินผลการลงทุนของประกันสังคมไม่ควรพิจารณาเฉพาะการลงทุนในหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว เนื่องจากพอร์ตของประกันสังคมมีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย ทั้งตราสารหนี้ กองทุนประเภทต่างๆ และการลงทุนในต่างประเทศ
แม้การลงทุนในหุ้นไทยในปี 2568 จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลง แต่ต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง เป็นปัจจัยกดดันตลาดทุนโดยรวม ไม่ได้สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตเพียงด้านเดียว
“การลงทุนของประกันสังคมเป็นการลงทุนระยะยาว นอกจากส่วนต่างราคาหุ้นแล้ว ยังมีรายได้จากเงินปันผลที่สามารถเข้ามาช่วยชดเชยผลขาดทุนจากราคาได้ในระดับหนึ่ง” นายกิจพณกล่าว
สำหรับประเด็นการปรับเพิ่มเงินนำส่งประกันสังคมรายเดือนจาก 750 บาท เป็น 875 บาท มองว่า จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินสำหรับการลงทุนในระยะยาว อย่างไรก็ดี ผลต่อการลงทุนในหุ้นไทยจะขึ้นอยู่กับนโยบายการจัดสรรสินทรัพย์ของประกันสังคม หากมีการขยายสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มเติม ก็อาจเป็นแรงสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยได้รับเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนระหว่างหุ้นไทยกับการลงทุนในต่างประเทศ นายกิจพณระบุว่า ปัจจุบันตลาดต่างประเทศยังให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่า และมีความน่าสนใจสูงกว่า หากนโยบายการลงทุนยังคงสัดส่วนใกล้เคียงเดิม การเพิ่มขึ้นของเงินนำส่งก็จะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มขึ้นตามไปโดยอัตโนมัติในเชิงมูลค่า
ขณะที่ผลการดำเนินงานของกองทุนประกันสังคมล่าสุดพบว่า การบริหารเงินลงทุนกองทุนประกันสังคม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ระบุว่า กองทุนมีมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 2,657,245 ล้านบาท, การบริหารจัดการมุ่งเน้นความยั่งยืนในระยะยาวด้วยการจัดสรรเงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงจำนวน 1,902,066 ล้านบาท หรือคิดเป็น 71.58%
ขณะที่สัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงจำนวน 755,179 ล้านบาท หรือ 28.42% ซึ่งสัดส่วนนี้ยังเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการประกันสังคมที่กำหนดให้ลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงไม่ต่ำกว่า 60% และสินทรัพย์เสี่ยงไม่เกิน 40% เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุน
สำหรับโครงสร้างการลงทุนตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ กองทุนยังคงเน้นการลงทุนในประเทศเป็นหลักด้วยมูลค่า 1,800,064 ล้านบาท คิดเป็น 67.74% และกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศอีก 857,181 ล้านบาท หรือ 32.26% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ประกาศคณะกรรมการฯ ที่กำหนดให้ลงทุนต่างประเทศได้สูงสุดไม่ 47%
หากพิจารณาในรายละเอียดสินทรัพย์ พบว่าส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาล ธปท. และรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังคํ้าประกัน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 52.23% ขณะที่การลงทุนในตราสารทุนไทยอยู่ที่ 8.75% และหน่วยลงทุนตราสารทุนต่างประเทศ 13.60% นอกจากนี้ยังมีการกระจายในหน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และทองคำอีก 4.26%
ด้านผลตอบแทนจากการดำเนินงานในปี 2567 กองทุนประกันสังคมสามารถรับรู้ผลประโยชน์จากการลงทุนรวมทั้งสิ้น 71,960 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากดอกเบี้ยรับและกำไรจากการขายตราสารหนี้จำนวน 42,774 ล้านบาท และเงินปันผลรับรวมถึงกำไรจากการขายตราสารทุนอีก 29,186 ล้านบาท โดยมีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5.34% และอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 2.29%
ทั้งนี้ เมื่อมองภาพรวมตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน เงินกองทุนมูลค่า 2.65 ล้านล้านบาทนี้ ประกอบด้วยเงินสมทบสะสมจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลรวม 1,666,556 ล้านบาท ( 62.72%) และเป็นผลประโยชน์สะสมที่ได้จากการลงทุนคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 990,689 ล้านบาท หรือ 37.28% ของพอร์ตรวมทั้งหมด สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดหาผลประโยชน์เพื่อสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับผู้ประกันตนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้ากองทุนประกันสังคมออกมาระบุว่า จะมีการปรับยุทธศาสตร์พอร์ตลงทุนครั้งใหญ่ ในปี 2568-2570 โดยการเพิ่มลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงเป็น 60% และสินทรัพย์มั่นคง 40% โดยตั้งเป้าหมายพอร์ตการลงทุนต้องสร้าง“ผลตอบแทน” หรือ “Return Income” พร้อมปรับสัดส่วนการ ลงทุนใน ต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
สำหรับในปี 2568 ตั้งเป้าผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 5% และในปี 2569 คาดผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นเป็น 6%