KEY
POINTS
การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมครั้งล่าสุด นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ภาคธุรกิจให้ความสนใจ หลังมีการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบจากเดิมขึ้นเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ทั้งผู้ประกันตนและนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน โดยยังคงอัตราการจัดเก็บที่ 5% ของค่าจ้างเช่นเดิม และใช้แนวทางการปรับแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เพื่อลดแรงกระแทกและเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้
การปรับฐานเงินสมทบครั้งนี้ คือการทำให้กองทุนประกันสังคมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล ทั้งในแง่วงเงิน ความครอบคลุมของยาและบริการ รวมถึงเสริมความมั่นคงของเงินบำนาญชราภาพให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในระยะยาว ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท ระบุว่า จากมุมมองในฐานะผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่เห็นว่าการเพิ่มเงินสมทบมีความสมเหตุสมผล หากเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาลที่พนักงานสามารถเข้าถึงบริการและยาที่มีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน การปรับในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปทุก 3 ปี ถือเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนและวางแผนล่วงหน้าได้
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการปรับเงินสมทบมีความแตกต่างกันตามโครงสร้างของแต่ละอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมขาขึ้น หรือ Sunrise Industry เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล E-commerce และธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตมากกว่า 5% ต่อปี ถูกมองว่าสามารถรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่น่ากังวลคืออุตสาหกรรมขาลง หรือ Sunset Industry รวมถึงธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) อาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากมีอัตรากำไรจำกัดและต้นทุนแรงงานคิดเป็นสัดส่วนสูง
ในมุมของภาคอสังหาริมทรัพย์การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไม่มากนัก เนื่องจากโดยทั่วไปธุรกิจในกลุ่มนี้มีการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานเฉลี่ยราว 4% ต่อปีอยู่แล้ว อีกทั้งการปรับเพดานเงินสมทบในลักษณะขั้นบันได ทำให้นายจ้างสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เกิดแรงกดดันในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน นายจ้างยังเสนอแนวทางเสริมเพื่อลดภาระกองทุนประกันสังคมในระยะยาว โดยไม่พึ่งพาเพียงเงินสมทบจากแรงงานรุ่นใหม่ อาทิ การขยายอายุเกษียณในอาชีพที่ยังสามารถใช้ทักษะและประสบการณ์ได้ การส่งเสริมระบบ Reverse Mortgage เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งรายได้หลังเกษียณ รวมถึงการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือในระยะยาว
นายสุนทร สรุปว่าการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมครั้งนี้เป็นภาระที่สามารถบริหารจัดการได้ หากภาครัฐดำเนินนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป และนำเงินสมทบไปใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างเสถียรภาพของกองทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในระยะยาว