thansettakij
คาดกลุ่มอสังหาฯ ปี 66 ฟันกำไร 2.94 หมื่นล้าน ชู SIRI AP LH BRI SPALI หุ้นเด่นปี 67

คาดกลุ่มอสังหาฯ ปี 66 ฟันกำไร 2.94 หมื่นล้าน ชู SIRI AP LH BRI SPALI หุ้นเด่นปี 67

21 ม.ค. 2567 | 02:00 น.

โบรกมองปี 66 กำไรสุทธิรวมกลุ่มอสังหาฯ แตะ 2.94 หมื่นล้านบาท ดีมานด์ตลาดระดับบนเริ่มตึงตัว พร้อมคาดปีกำไรกลุ่มฯ เติบโต 13.0% ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยปี 2567 สูงถึง 7.2% ต่อปี ชู SIRI AP LH BRI และ SPALI ติดโผหุ้นเด่น

KEY

POINTS

โบรกมองกลุ่มอสังหาฯ ปี 66 กำไรสุทธิรวมกลุ่มอสังหาฯ แตะ 2.94 หมื่นล้านบาท ตามยอดโอนและรายได้ที่ชะลอตัว

ในปี 2567 คาดกำไรกลุ่มอสังหาฯ เติบโต 13.0% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการระบายสินค้าคงคลังและเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน

ชู SIRI AP LH BRI และ SPALI ติดโผหุ้นเด่นกลุ่มอสังหาฯ

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector) ภายใต้ Coverage ของทางฝ่าย ในปี 2566 คาดว่าตัวเลขของกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ระดับ 29,470 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนที่ฐานของกำไรสุทธิรวมกลุ่มฯ อยู่ที่ระดับ 32,850 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวลดลงเป็นไปตามรายได้ที่ชะลอตัว

แม้ว่าในปี 2566 จะเป็นปีที่ปัจจัยโรคระบาดคลายตัวลงมาก และเริ่มกลับมามีสัญญาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปีบ้างแล้ว แต่ด้วยกำลังซื้อที่อาจไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้นมากนัก รวมถึงการรัดเข็มขัดการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ทำให้ยอดการปฎิเสธสินเชื่อของกลุ่มอสังหาฯ ยังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ตลอดจนนโยบายการคงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งเป็นอุปสรรค์ต่อการเติบโตของกลุ่มฯ อีกด้วย

ทั้งนี้ ในปี 2567 มองภาพรวมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังมีแนวโน้มที่จะทรงตัวต่อเนื่องจากปีก่อน หรืออาจมีการเติบโตจากฐานที่ต่ำ หลักๆ เป็นผลมาจากดีมานด์โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระดับบนที่ในปีก่อนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตได้ค่อนข้างดี แต่ในปีนี้กลับดูเริ่มตึงตัว ส่วนหนึ่งเพราะในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนในอสังหาฯ ของตลาดบนมีไปค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่ตลาดระดับกลางและล่าง รวมถึงคอนโดมิเนียมยังกลับมาฟื้นตัวไม่ได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร

ทางฝ่ายยังมีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2566 และผลการดำเนินงานรวมทั้งปี 2566 ของ SIRI AP และ LH โดยประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ระดับ 2.20 บาท 16.00 บาท และ 10.00 บาท ตามลำดับ

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ทางฝ่ายคาดการณ์ยอดขายในไตรมาส 4/2566 รวมของบริษัทฯ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector) ภายใต้ Coverage ยังมีการเติบโตได้ดีทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน จากการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด (40.6% ของแผนทั้งปี) และการใช้กลยุทธ์ทางราคาในการกระตุ้นยอดขายใหม่ๆ 

โดยกำไรกลุ่มฯ เติบโตจากไตรมาสก่อน จากการจัดโปรโมชัน โครงการแนวราบเปิดใหม่ และ Backlog แนวสูงรอโอน แต่คาดชะลอตัวเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากฐานสูงเร่งโอนก่อนการผ่อนคลายมาตรการ LTV สิ้นสุด ทั้งนี้ ในปี 2567 คาดกำไรกลุ่มฯ เติบโต 13.0% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการระบายสินค้าคงคลังและเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน

ด้าน Valuation ของกลุ่มฯ มี PER67 เฉลี่ยเพียง 6.9 เท่า และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยปี 2567 สูงถึง 7.2% ต่อปี รวมถึงมีประเด็นที่น่าติดตามอย่างมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ อย่างไรก็ดี แนวโน้มผลประกอบการปี 2567 มีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากปัจจัยที่กล่าวมาขึ้นต้น ทำให้ทางฝ่ายจึงคงน้ำหนักลงทุนกลุ่ม “เท่ากับตลาด”

ทั้งนี้ ทางฝ่ายแนะนำหุ้นเด่น Top Pick คือ BRI และ SPALI โดยทางฝ่าย BRI (ราคาเป้าหมายที่ระดับ 10.90 บาท) คาดกำไรไตรมาส 4/66 เติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และกำไรทั้งปี 2566 เติบโตเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดย Valuation ปัจจุบันซื้อขายบน PER67 เพียง 5.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 6.9 เท่า อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนเงินปันผลในช่วงครึ่งหลังปี 2566 คิดเป็น Div. Yield สูงถึง 7.2%

ในส่วนของ SPALI (ราคาเป้าหมายที่ระดับ 23.80 บาท) ทางฝ่ายคาดกำไรในไตรมาส 4/2566 เติบโตทั้งเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน แต่อาจชะลอลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากฐานสูง และคาดปี 2567 พลิกเติบโต 16% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จาก Inventory หนาแน่น และมี Upside ที่ยังไม่ได้รวมในประมาณการจากส่วนแบ่งกำไรการลงทุนในออสเตรเลียเข้ามาช่วยหนุนตั้งแต่ไตรมาส 2/2567 เป็นต้นไป

และด้วยกลุ่มหุ้นเด่นที่ทาง บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำมานั้น สอดคล้องไปในทิศทางเดียวันกับอีก 3 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ที่เผยว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/2566 ของ SIRI อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท ปรับตัวลดลง 16.2% จากไตรมาสก่อน และ 27.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยคาดรายได้รวมที่ 9.3 พันล้านบาท Flat จากไตรมาสก่อน แต่ปรับตัวลดลง 27.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งจากการรับตัวลดลงของกำไรและรายได้เป็นผลมาจากฐานปีก่อนที่สูง เพราะมีสัดส่วนการโอนโครงการ Burasiri และ Narasiri ที่กรุงเทพกรีฑาอยู่สูง 

ยอด Presales ทั้งปี 2566 อยู่ที่ 3.75 หมื่นล้านบาท ปรับตัวลดลง 2.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และตํ่ากว่าเป้าที่ 4.0 หมื่นล้านบาท โดยปี 2566 มีการเปิดตัวโครงการทั้งหมด 44 โครงการ มูลค่ารวม 6.51 หมื่นล้านบาท คาดกำไรปี 2567-2568 ไว้ที่ 4.86 และ 4.9 พันล้านบาท ตามลำดับ สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ปี 2567 คาดใกล้เคียงปี 2566 ที่ 6.5-7.0 หมื่นล้านบาท พร้อมคาด Dividend Yield ปี 2566 ที่ 7.16% จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ แนะนํา "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 2.10 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” AP ราคาเป้าหมาย 14.40 บาท เนื่องจากเงินปันผลโดดเด่น ฝ่ายวิจัยคาดจ่าย 0.70 าทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend yield สูงถึง 6% ขณะเดียวกัน PE ปัจจุบันต่ำเพียง 5.6 เท่า ส่วนแนวโน้มกำไรในไตรมาส 4/2566 คาดขยายตัว 10% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่ลด 20-30% จากไตรมาสก่อน เป็น 1.2-1.3 พันล้านบาท กำไรทั้งปีในปี 2566-2567 น่าจะโตและทำจุดสูงสุดได้ต่อ

ยอด Presales ในไตรมาส 4/2566 ทำ new high รายไตรมาสที่ 1.6 หมื่นล้านบาท จากความสำเร็จของการเปิดตัว 2 โครงการใหม่ที่ทำยอดขายกว่า 6 พันล้านบาท แม้ว่า Presales ทั้งปีจะเพิ่มเพียง 2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เพราะถูกฉุดจากตลาดแนวราบที่ซบเซา แต่ยังสามารถทำ new high ได้ อย่างไรก็ดี ในด้านเทคนิกฝ่ายวิจัยประเมินกรอบแนวรับไว้ที่ระดับ 11.30 บาท และกรอบแนวต้านไว้ที่ระดับ 11.80 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า จากการที่ทาง LH เผยผลการดำเนินงานในปี 2566 อ่อนแอ แม้ว่าการเปิดตัวโครงการจะเป็นไปตามแผน แต่ยอดขายในกลุ่มระดับ high-end ยังค่อนข้างช้าในครึ่งแรกปี 2566 ทำให้ยากสำหรับครึ่งปีหลังที่จะตามทัน เมื่อปีที่แล้ว LH ได้เสร็จสิ้นการขายทรัพย์สิน 2 รายการให้กับ LHHOTEL และตั้งเป้าอัดฉีดทรัพย์สิน 1 ครั้งในปี 2567 (ขยายห้างสรรพสินค้า 1 แห่งในพัทยาเข้า LHSC)

บริษัทขาย Backlog บางส่วนในไตรมาส 4/2566 ส่งผลให้มียอดยกเลิกสุทธิอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มระดับ high-end ซึ่งมียอดจองสุทธิลดลง อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธของธนาคารในปีนี้เกือบ 10% เพิ่มขึ้นจากธนาคารเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ และเศรษฐกิจของประเทศไทยชะลอตัวลง โครงการระดับ high-end อย่าง VIVE และนันทวัน ยังคงมียูนิตที่ต้องการขาย หากโครงการดังกล่าวมียอดขายฟื้นตัวก็จะถูกนับเป็นยอดจองใหม่

ส่วนในปี 2567 ในช่วงต้นปี LH มีแผนเปิดตัว 11 โครงการ มูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท (ปี 2566 LH เปิดตัว 17 โครงการ มูลค่ารวม 4.35 หมื่นล้านบาท) โดยเน้นที่กลุ่มราคา 15 ล้านบาท/ยูนิต ซึ่งเป็นสองเท่าของราคาในปีก่อน อีกทั้ง บริษัทยังได้จัดสรรงบประมาณไว้ 6.5 พันล้านบาท สำหรับการลงทุนสินทรัพย์ให้เช่าในปีนี้ ที่รวมถึงการซื้อสินทรัพย์ในสหรัฐฯ 1 รายการด้วย เป้าหมายการเติบโตของรายได้ค่าเช่าของ LH ในปี 2567 อยู่ในระดับกลางๆ ที่ 11% เทียบกับการเติบโต 48% จากปีก่อน ในปี 2566 (7.2 พันล้านบาท)

แม้ว่าเป้าหมายสำหรับปีนี้อาจถูกมองในแง่ดีในแง่ของการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายการเติบโตของยอดจองที่ 34.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่ผลกระทบจากฐานต่ำน่าจะให้การสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี บริษัทยังไม่ได้พิสูจน์ว่ายอดขายของบริษัทซึ่งอ่อนแอในปี 2566 กำลังฟื้นตัวอย่างยั่งยืน และด้วยเหตุนี้ตลาดจึงยังคงมีความกังวล โดยรอการเปิดตัวโครงการ low-rise ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ LH โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 9.40 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) คาดยอด Presales ไตรมาส 4 ของกลุ่มอสังหาฯ อยู่ที่ 5.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ 20% จากไตรมาสก่อน หนุนโดยการเปิดตัวคอนโดที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ หากหักยอด Presales ของคอนโดออกแล้วจะพบว่า ตลาดบ้านแนวราบปรับตัวลดลง ถึงแม้จะเป็น High season ของกลุ่มอสังหาฯ ทำให้มองว่าภาพตลาดแนวราบเริ่มเข้าสู่การชะลอตัวเรียบร้อยแล้ว

ทางฝ่ายประเมินกำไรหลักรวมของกลุ่มในไตรมาส 4 ที่ 6.3 พันล้านบาท ลดลง 30% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยมองประเด็นกดดันจากยอด cancellation ที่ปรับตัวสูงขึ้น และยอดขายใหม่ที่ชะลอตัวลง สำหรับแผนธุรกิจที่กำลังจะเริ่มเปิดเผยออกมา เรามองว่า ตลาดอสังหาฯ ในปีนี้จะเข้าสู่ช่วงซบเซา ถึงแม้บางบริษัทจะตั้งเป้ายอดการเติบโต สำหรับ Fundamental View ทางฝ่ายยังคงให้คำแนะนำ UNDERWEIGHT กับกลุ่มอสังหาฯ