thansettakij
รัฐหยุดเปลืองเงินกับการส่งเสริมการตื่นรู้ แต่มารู้จักสร้างแรงจูงใจ

รัฐหยุดเปลืองเงินกับการส่งเสริมการตื่นรู้ แต่มารู้จักสร้างแรงจูงใจ

03 ก.พ. 2569 | 06:31 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.พ. 2569 | 06:47 น.

รัฐหยุดเปลืองเงินกับการส่งเสริมการตื่นรู้ เผยการบริหารการตื่นรู้ต้องผ่านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ พิสูจน์ชัดล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เหตุช่องทางการสื่อสารไม่เหมือนเดิม

KEY

POINTS

  • รัฐบาลใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทไปกับโครงการ "สร้างการตื่นรู้" ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวและสิ้นเปลือง เนื่องจากขาดการออกแบบที่ดีและใช้ช่องทางสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • บทความเสนอให้รัฐเปลี่ยนแนวทางจากการสร้างการตื่นรู้ที่ไร้ผล มาเป็นการ "สร้างแรงจูงใจ" ทั้งในเชิงบวกและลบ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนอย่างได้ผลจริง
  • ยกตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น นโยบายลอตเตอรี่ใบเสร็จของไต้หวัน และการออกแบบสังคมของสิงคโปร์ ที่ใช้หลักการสร้างแรงจูงใจในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 ในหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้บริหารจัดการเรื่องท้าทายใหม่ๆผ่านการตื่นรู้ โดยเฉพาะในเรื่องภัยและอันตรายใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นไซเบอร์  หรือ ภัยหลอกลวง ฯลฯ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการตอบสนองแบบรัฐไทย ที่เอาง่ายไว้ก่อน หรือ เป็นสิ่งที่คุ้นชิน แต่เห็นได้ว่าการบริหารการตื่นรู้ต้องผ่านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็พิสูจน์ได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะช่องทางการสื่อสารนั้นไม่เหมือนเดิม รัฐไม่มีอำนาจในการควบคุมการเสพย์สื่อของประชาชนมาตั้งแต่ปี ๕๙ เป็นต้นมา

ในส่วนหน้าที่ของผมในการกำกับดูแลนโยบาย และ แผนงานของ กสทช ได้ผ่านตาข้อเสนอโครงการในรูปแบบ “การสร้างการตื่นรู้” มานับไม่ถ้วน และหาก วิเคราะห์งบประมาณ ตั้งแต่ปี ๖๒ เป็นต้นมา มูลค่างบประมาณของโครงการในรูปแบบการสร้างการตื่นรู้ทั้งหมดของรัฐบาลไทย คงมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่การตื่นรู้ที่ รัฐบาลไทยทำนั้นล้มเหลวจากเหตุผลหลายประการ

๑) เน้นการใช้งบประมาณ ไม่เน้นการออกแบบ

๒) เน้นจ่ายค่ากิจกรรม และ การซื้อสื่อที่ไม่มีคนเสพย์

๓) ไม่รู้จะให้ประชาชนตื่นรู้อะไร เพราะไม่รู้ว่าจะออกแบบให้ประชาชนตื่นรู้เพื่ออะไร

๔) ต่างหน่วยงานต่างทำ บางคนทำเรื่องเดียวกัน ประชาชนเลยสับสนว่าจะตื่นรู้หรือตื่นตระหนกดี

๕) และอื่นๆที่นึกขึ้นได้ แต่เขียนไม่หมด

เราต้องยอมรับว่าการตื่นรู้ (awareness) ที่ดีนั้นต้องพึ่งการออกแบบการสื่อสารที่ดีและพึ่งระบบประชาสัมพันธุ์ที่เข้าถึงประชาชนตามเป้าหมาย แต่เพราะ เทคโนโลยี ดิสรัปชั่น ทำให้นโยบายการตื่นรู้ ประสบผลสำเร็จยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไร้ วิธีคิดที่เป็นระบบและการบริหารจัดการนโยบายที่มีประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างนโยบายตื่นรู้ที่มีคุณภาพ เช่นในเกาะไตหวัน โดยในปี ๒๕๖๓ เกาะไตหวันประสบปัญหา ภัยหลองลวง (แสกมเมอร์) โดยมีผู้สูงอายุเป็นเหยื่อ ทางการไตหวันใช้เวลา ๒ ปี ให้การออกแบบการแทรกแซงโดยมุ่งไปที่การประชาสัมพันธ์ ผ่าน เยาวชนอายุ ๖-๑๒ ปีซึ่งมีผู้สูงอายุทำหน้าที่ดูแล เพื่อให้ เด็กๆคอยเตือน ปู่ย่าตายาย ให้ระวังภัยทุกครั้งที่รับโทรศัพท์ ซึ่งเห็นผลชัดเชนในเวลา ๒ ปี และ เหยื่อลดลง และ อาชญากรย้ายเป้าหมายมาประเทศใหม่ๆเช่นประเทศไทย เป็นต้น

ส่วนนโยบายที่ประเทศไทยได้เผางบประมาณทิ้งไป ก็มีให้เห็น เช่น ๑)การประชาสัมพันธ์เรื่องภัยจากคอลเซ็นเตอร์๒)การทำ app ภาครัฐมากกว่าพัน app แต่ไม่มีผลลัพท์ในการใช้ ๓)การประชาสัมพันธ์เรื่องระบบแจ้งเตือนภัย ที่ประชาชนไม่รู้ ว่าจะแจ้งอย่างไรแบบไหน ๔)การประชาสัมพันธ์การคาดการณ์ราคาผลผลิตเกษตร โดยที่เกษตรกรไม่ได้วางแผนการปลูกทำให้ราคาต่ำเตี้ย เป็นต้น ซึ่งความผิดพลาดอันเกิดจากความไม่รู้นั้นไม่มีปัญหา เพราะมนุษย์เรียนรู้จากความผิดพลาด แต่หากทำผิดซ้ำๆกันกว่า ๔-๕ ปีต่อกันโดยไม่มีหลักการในการชี้วัดหรือเปลี่ยนแปลง เป็นที่น่าตกใจ

พชร นริพทะพันธุ์

 

หากเราตั้งเป้าว่ารัฐบาลไทยกำลังจะเป็น e-government เต็มรูปแบบเพื่อสอดรับกับโลกที่กำลังผ่านช่วงปฎิวัติทางเทคโนโลยี (digital revolution) ก็ต้องเข้าใจบริทของการเปลี่ยนแปลง เชิงเทคโนโลยี และ พฤติกรรมของประชาชนที่เป็นผลมาจากเทคโนโลยีด้วย อย่าคิดแต่ยัดเยียดนโยบายรูปแบบเดิม แค่ใส่ศัพท์บัญญัติว่าด้วยโลกดิจิทัลนำหน้าเข้าไปให้เข้ากับยุคสมัย เช่น นโยบาย AI Quantum Blockchain ฯลฯ โดยหลายบริษัทพยายามมาใช้ศัพท์เหล่านี้เพื่อให้ได้งบประมาณภาครัฐเพื่อหารายได้เข้าบริษัท แต่ไม่ได้มาเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ที่จะได้ยินบ่อยที่สุดคือโครงการที่ “เอา AI มาจับ”

การออกแบบนโยบายที่ดีจึงจำเป็นต้องเข้าใจมิติของประชาชน ต้องมี empathy (การเข้าอกเข้าใจ) ต่อความต้องการประชาชน และ พฤติกรรมของเขา ให้กลุ่มเป้าหมาย สิ่งที่สำคัญคือ การเข้าใจ ความจำเป็น (needs) เพื่อตอบโจทย์และชี้แนะ ประชาชนถึงแนวทาง ของสิ่งที่มันควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างแรงจูงใจให้ ประชาชนในการสร้างหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การสร้างแรงจูงใจนั้น ต่างกับการสร้างการตื่นรู้อย่างสิ้นเชิง เพราะ ต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่าอะไรคือสิ่งจูงใจประชาชน และพฤติกรรมอะไรที่เราต้องการให้ประชาชน มีส่วนร่วมกับรัฐบาล เช่น การสร้างแรงจูงใจในการแยกขยะ หากเป็นการสร้างแบบบวก การแยกขยะจะให้ผล และการสร้างแรงจูงใจแบบวก การไม่ยากขยะจะถูกปรับ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินนโยบายลักษณะนี้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์มากกว่า นโยบายที่เกิดจากการออกแบบการสร้างแรงจูงใจที่ประสบผลสำเร็จอย่างมากเช่น นโยบายล็อตเตอรี่ใบเสร็จ ของเกาะไตหวัน ซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล จากการสร้างแรงจูงใจให้ ร้านค้าและผู้บริโภค เข้าระบบภาษี เพราะผู้บริโภคมีโอกาสชนะรางวัล และร้านค้าหากไม่เข้า ผู้บริโภคก็ไม่ซื้อเพราะเสียโอกาสได้รางวัล เป็นต้น ส่วนในเมืองไทยนั้น นโยบายที่ใช้หลักการสร้างแรงจูงใจและเห็นผลบ้าง เช่น นโยบายเมาไม่ขับ ที่ออกแบบการเทียบปรับและการตั้งด่านที่ช่วยให้ยากต่อการหนีการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสังคม ประเทศที่สำเร็จมากๆ ในการสร้างพฤติกรรมที่ทำให้สังคมพัฒนาไปในทางที่ดี อย่างเช่น สิงค์โปร์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การลงโทษ การส่งเสริม ครอบคลุมกับ ยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมความสะอาด การเอาผิดกับการเคี้ยวหมาฝรั่ง หรือ การส่งเสริมการมีบุตร ผ่าน ecosystem มากกว่าการแลกด้วยเงินหนึ่งก้อน

หากคนไทยต้องการรัฐบาลที่พาเราไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ผู้นำต้องเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของประชาชนคนไทยและออกแบบพฤติกรรมแนวบวกให้สังคมไปในทางที่ต้องการ สังคมต้องการการออกแบบนโยบายที่นำให้ประชาชนพาสังคมไทยไปในทางที่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ การสร้างการตระหนักรู้ทั้งหลายเป็นการ ใช้งบประมาณที่สิ้นเปลือง และ ไร้เป้าหมาย ในเวลานี้ ประชาชนคนไทยต้องการผู้นำที่สร้างพลังสร้างแรงจูงใจและนำพาประชาชนคนไทยไปในสังคมยุคใหม่ที่ต้องการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อฝ่าฟันอุปสรรค ไม่ว่าจะต้องรอดในโลกยุคความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ และ ยุคที่เข้าสู่ความถดถอยของมนุษยชาติ พฤติกรรมจะเป็นตัวแปรความอยู่รอดของมนุษยชาติ และ การแข่งขันในการอยู่รอดของคนไทยในสังคมโลก

รัฐหยุดเปลืองเงินกับการส่งเสริมการตื่นรู้ แต่มารู้จักสร้างแรงจูงใจ.

บทความโดย

พชร นริพทะพันธุ์

กรรมการ กลต.