
แนวทางเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ ‘เปิดประเทศและเศรษฐกิจทยอยฟื้น’
แนวทางเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ ‘เปิดประเทศและเศรษฐกิจทยอยฟื้น’:คอลัมน์ มันนี่ดีไอวาย โดยณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
จากปี 2563-2564 ที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ( Prop Fund / IFF ) และ REITs ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 ทำให้รายได้ค่าเช่าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลและราคา NAV ก็ปรับลดต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาด
รวมถึงการประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน ที่ปรับขึ้นมาแล้วถึง 11 ครั้ง โดย ณ 20 กันยายน 2566 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5.25-5.50% เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในประเทศ
นอกจากนั้น ในสถานการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้นนี้พบว่า REITs ทั่วโลก ที่มีการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือปรับปรุงทรัพย์สินจะมีต้นทุนทางการเงินหรือดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ลงทุน กดดันให้อัตราผลตอบแทนของ Prop Fund IFF และ REITs
รวมถึงราคาตลาดของ REITs ในประเทศไทยและทั่วโลกปรับตัวลดลงกว่า 25% - 30% เนื่องจากมีเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาลที่ได้อานิสงค์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
ในภาพใหญ่ที่ทั่วโลกยังเผชิญกับผลกระทบของการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ นี้ และ Fed ยังสงวนท่าทีการขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกในระยะอันใกล้ การเปิดประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ช่วยเข้ามาหนุนให้หลายประเทศมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นหลังจากหยุดชะงักจากสถานการณ์ Covid-19 โดยกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บางประเภท เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น โรงงาน และคลังสินค้าให้เช่า ที่สามารถรักษาอัตราการเช่าได้
รวมถึงสามารถปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นได้ภายหลังการเปิดประเทศ หรือธุรกิจค้าปลีก( Retail) ที่มีจำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นจนเกือบเท่ากับก่อนเกิดโรคระบาด ถึงแม้ว่าในช่วงปัจจุบันจะมีภาวะเงินเฟ้อสูงจากการขาดแคลน supply, ช่วงต้นของการฟื้นตัวจาก Covid-19 หรือเหตุสงครามยูเครน-รัสเซียที่ทำให้ราคาน้ำมันโลก ค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
แต่ธุรกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ยังนับว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อไม่มาก เนื่องจากเป็นรูปแบบการให้เช่าที่ส่วนใหญ่เป็นสัญญาเช่าระยะยาว 1-3 ปี หรือมีสัญญาสัมปทานที่แน่นอน ทำให้ผู้ให้เช่าไม่ถูกกดดันให้ลดค่าเช่าเพื่อสร้างรายได้ ดังนั้นช่วงเวลานี้ จึงเป็นจังหวะในการมองหากองทุน หรือ REITs ที่มีพื้นฐาน Fundamental ดี ที่ระดับราคาซึ่งปรับตัวลดลงจากแรงกดดันของตลาดหุ้น
อย่างไรก็ตาม การเลือกลงทุนกับสินทรัพย์กลุ่มนี้ ยังจำเป็นต้องเลือกที่เหมาะสม ซึ่งวันนี้ จะมาบอก 4 แนวทางการคัดเลือก Prop Fund IFF และ REITs ที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการลงทุนในช่วงนี้ ซึ่งมีดังนี้
- ประเภทสินทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ของกองทุน หรือ REITs เป็นสินทรัพย์สร้างกระแสเงินสดดีหรือไม่ เป็น Freehold หรือ Leasehold มีอายุการเช่าที่เหลืออยู่กี่ปี มีอัตราการเติบโตของรายได้อย่างไร และสัญญาเช่าเป็นระยะยาวหรือสั้น แผนการหาผู้เช่ามาเติมทำได้ยากหรือง่ายอย่างไร มีการกระจายตัวของที่ตั้งอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนลงทุน และประเภทธุรกิจของผู้เช่าเป็นอย่างไร ผู้ลงทุนต้องเข้าใจในสินทรัพย์ที่กองถืออยู่เป็นอย่างดี
- การจัดโครงสร้างเงินทุนของกองทุน และ REITs ว่ามีรายละเอียดสัญญาเงินกู้ยืม หรือหุ้นกู้เป็นอย่างไร อัตราดอกเบี้ยและเงินต้นที่ต้องชำระจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ REITs ในประเทศไทยส่วนใหญ่มีเงินกู้ยืมในระดับที่ไม่สูงมากประมาณ 20-30% ของมูลค่าทรัพย์สินรวม ซึ่งนับว่าต่ำกว่า REITs ในประเทศสิงค์โปร์ ที่ส่วนใหญ่ใช้เงินกู้ยืมถึง 40% ทั้งนี้ การจัดการต้นทุนทางการเงินและการรักษาระดับหนี้ได้อย่างยั่งยืนถือเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดศักยภาพการลงทุนระยะยาวของกองทุน / REITs โดยผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเงินกู้ยืมจากงบการเงินรายไตรมาส หรือรายงานประจำปีของแต่ละกองทุน
- ความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk and Return) กองทุน หรือ REIT นั้น มีผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่า กองทุนที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้สูง ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่า เช่น ความเสี่ยงเรื่องอายุกอง Leasehold ความเสี่ยงจากการหาผู้เช่าทดแทน ส่วนกองที่ให้เงินปันผลต่ำอาจจะเป็นกอง Freehold ซึ่งผู้ลงทุนต้องวิเคราะห์ว่าเรายินดีรับเงินปันผล และรับความเสี่ยงที่ระดับใด
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) โดยพันธบัตรรัฐบาลที่มักนำมาเปรียบเทียบผลตอบแทนกับ Prop Fund IFF หรือ REIT จะเป็นพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ( Risk Free Rate) ซึ่งถ้า Bond Yield มีแนวโน้มยังปรับขึ้นได้อีก ควรพักการลงทุนใน Prop Fund IFF หรือ REITs ไว้ก่อน เพราะจะกดดันราคาของกองทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่หาก Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง จะทำให้การลงทุนใน Prop Fund IFF หรือ REIT มีความน่าสนใจ
เมื่อเห็นว่า REITs / Prop Fund/ IFF เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในพอร์ตการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว และเมื่อมีการเข้าลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนควรหมั่นทบทวนข้อมูลข้างต้นอย่างสม่ำเสมอด้วย






