
หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง SCB EIC เตือนตลาดแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพพุ่งซ้ำเติม
SCB EIC ประเมินหนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง ส่วนโรงรับจำนำ-สหกรณ์ออมทรัพย์โตแรง สะท้อนธนาคารคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ จับตาตลาดแรงงานเสี่ยงตกงานสูงและพิษเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง ทุบความสามารถชำระหนี้
KEY
POINTS
- หนี้ครัวเรือนไทย ณ สิ้นปี 2025 กลับมาขยายตัว ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 86.7% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก
- SCB EIC ประเมินว่าความเสี่ยงในการชำระหนี้ของครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้นจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ ตลาดแรงงานที่เปราะบาง และค่าครองชีพที่เร่งตัวสูงขึ้น
- ครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายขึ้น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำ เนื่องจากสถาบันการเงินหลักยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว
หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4/2025 กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มเป็น 86.7% จากการขยายตัวของหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนและสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจยังคงหดตัว
สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ ขยายตัวสูงขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนไทยหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินหลักยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ
- ตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง
- แรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงาน และอาจกระทบการจ้างงานในบางธุรกิจ
หนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 4/2025 อยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.05%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่าน นับเป็นการกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากหดตัวติดต่อกันมา 3 ไตรมาส (รูปที่ 1)
รูปที่ 1 : หนี้ครัวเรือนขยายตัวอีกครั้ง สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP กลับมาเร่งตัวในไตรมาส 4/2025
การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/2025 มีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แม้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง
สำหรับสินเชื่อที่หดตัวจากไตรมาสก่อน ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งยังคงลดลงต่อเนื่อง (รูปที่ 2)
รูปที่ 2 : หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 4/2025 กลับมาขยายตัวจากสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคอื่น ๆ
เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด
โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวราว -2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลหดตัว -0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 (รูปที่ 3)
รูปที่ 3 : หนี้ครัวเรือนในกลุ่มของสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำขยายตัวสูง
อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนโดยรวมกลับมาขยายตัวได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนพยุงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำเร่งตัวขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักที่ยังคงเข้มงวดในการ ปล่อยสินเชื่อ (รูปที่ 4) แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายและต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านการก่อหนี้เพิ่มเติม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมภาระหนี้และเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้ในระยะข้างหน้า
รูปที่ 4 : มาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังเข้มงวดต่อเนื่อง
SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็วความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มแย่ลงจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
(1) ตลาดแรงงานเปราะบาง
- อัตราการว่างงานของไทยเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 สู่ระดับ 0.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราว่างงานของผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเร่งตัว นอกจากนี้ในปี 2025 จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ทำให้แรงงานจบใหม่บางส่วนต้องหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งมักมีความมั่นคงทางรายได้ต่ำกว่าการทำงานในระบบ (รูปที่ 5)
รูปที่ 5 : อัตราการว่างงานของไทยเร่งตัวขึ้นในช่วงต้นปี 2026 จำนวนผู้มีงานทำอายุน้อยหดตัวต่อเนื่อง
จำนวนผู้มีงานทำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ช่วง COVID-19 (รูปที่ 6) สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า และภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จำนวนคนทำงานในภาคเกษตรลดลงจากการย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ให้รายได้สูงกว่า เช่น ภาคบริการ อย่างไรก็ดีภาคบริการมีขีดจำกัดในการรองรับแรงงาน และงานบางส่วนเป็นงานที่มีรายได้ต่ำส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับลดลง
ปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมแนวโน้มรายได้ของครัวเรือนในภาพรวมให้มีความเสี่ยงลดลงได้อีกในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งพบว่า จำ นวนธุรกิจเปิดใหม่ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงและจำกัดโอกาสในการจ้างงานใหม่ (รูปที่ 7)
รูปที่ 6 : ผู้มีงานทำโดยรวมหดตัวในปี 2025
รูปที่ 7 : จำนวนธุรกิจเปิดใหม่หดตัว
2.ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเร่งค่าครองชีพ กดดันรายได้ที่แท้จริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการจ้างงาน
- ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ SCB EIC ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19 (รูปที่ 8) ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการทำกำไรและอาจจะจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะข้างหน้า
- นอกจากนี้SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้างรวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าไปตลาดตะวันออกกลางถูกจำกัดลง แรงงานในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีจำนวนราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมดหากภาคธุรกิจจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองกิจการท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูงแรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงท างาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงานลงซึ่งอาจซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยในปีนี้
รูปที่ 8 : เงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันอาจกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานไทยในปี 2026
มาตรการภาครัฐควรมุ่งบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นอย่างตรงจุด ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
ในระยะสั้น
- ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า (Targeted)โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง มาตรการควรออกแบบให้ตรงกลุ่มและมีลักษณะชั่วคราว เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อและลดความจำเป็นที่ครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายสิ่งจำ เป็นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางควบคู่กัน เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ในระยะยาว
- การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหาโดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่ นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุได้ดีขึ้น และส่งเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงินของครัวเรือน เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพได้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาหนี้เพื่อการบริโภคและทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดผลอย่างยั่งยืนมากขึ้น
ที่มาข้อมูล-ภาพ
- SCB EIC






