thansettakij
thansettakij
SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทย 1.8% ชี้ส่งออก-ลงทุนหนุน

SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทย 1.8% ชี้ส่งออก-ลงทุนหนุน

28 ก.พ. 2569 | 13:20 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ก.พ. 2569 | 13:24 น.

SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากแรงหนุนส่งออกและการลงทุนเอกชน ขณะเศรษฐกิจโลกฟื้นตามกระแส AI แต่ยังเตือนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและข้อจำกัดการคลัง

KEY

POINTS

  • SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.5%
  • ปัจจัยหนุนหลักมาจากการส่งออกที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และกระแส AI รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้นจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
  • แม้จะปรับประมาณการดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและเผชิญความเสี่ยงจากความเปราะบางของภาคครัวเรือนและ SMEs
  • คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1% ภายในกลางปีนี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.5% โดยระบุว่าแรงขับเคลื่อนหลักมาจากแนวโน้มการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ดีขึ้น สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ฟื้นตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า

รายงานของ SCB EIC ระบุว่า มูลค่าส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยได้รับแรงส่งจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวข้องทั่วโลก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาในช่วงก่อนหน้า สะท้อนผ่านยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปี 2025 ที่ทำสถิติสูงราว 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) เครื่องใช้ไฟฟ้า และการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

การก่อสร้างภาคเอกชน โดยเฉพาะอาคารเชิงพาณิชย์และโรงงานใหม่ มีแนวโน้มฟื้นตัวตามการตั้งฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม แรงส่งจากภาครัฐในปีนี้อาจชะลอลงบ้าง หลังมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจไปมากแล้วในช่วงไตรมาส 4 ปี 2567

แม้ปรับมุมมองดีขึ้น แต่ SCB EIC ระบุว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อน และขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพในระยะยาว โดยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะความเปราะบางของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ขณะที่พื้นที่การคลังมีจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน และต้องติดตามความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือประเทศ

ในด้านเสถียรภาพการเมือง รายงานประเมินว่า ผลการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองลง ภายใต้กรณีฐานที่รัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 และการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าประมาณ 1-2 เดือน โดยคาดว่าแนวโน้มพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง

อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องติดตาม เช่น กรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมาย และความเป็นไปได้ของการจัดการเลือกตั้งใหม่

ด้านนโยบายการเงิน SCB EIC ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1% ภายในกลางปีนี้ และจะคงระดับดังกล่าวตลอดช่วงที่เหลือของปี เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินและช่วยพยุงภาคครัวเรือนกับธุรกิจ SMEs ท่ามกลางสินเชื่อที่ยังหดตัวและเงินเฟ้อทั่วไปที่อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 1-3% ต่อเนื่อง ทั้งนี้ มาตรการเฉพาะจุดของภาครัฐ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันความเสี่ยงเครดิต จะช่วยเสริมประสิทธิผลของนโยบายการเงิน

สำหรับเศรษฐกิจโลกปี 2026 SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 2.7% จากเดิม 2.5% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการลงทุนด้าน AI และการค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัว 2.2% จากการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler ขณะที่ 5 ประเทศหลักอาเซียนมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 5.1% จีนขยายตัว 4.6% ญี่ปุ่น 0.9% และอินเดีย 6.5%

ด้านทิศทางดอกเบี้ยโลก ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรวม 0.5% ในปีนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นสู่ 1.25% สะท้อนภาพรวมภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากกว่าปีก่อน แต่ยังมีข้อจำกัดจากแรงกดดันเงินเฟ้อในบางประเทศ

SCB EIC สรุปว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2026 ปรับดีขึ้นจากแรงส่งภายนอกและเสถียรภาพการเมืองที่ชัดเจนขึ้น แต่ภาพรวมยังเป็นการเติบโตในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ ท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด