
SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง 'ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ' เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก
SCB EIC ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลางมี 2 ฉากทัศน์ 'จบเร็ว' กระทบจำกัด แต่หากยืดเยื้อและกระทบช่องแคบฮอร์มุส–ทะเลแดง เสี่ยงดันน้ำมัน 80–90 ดอลลาร์/บาร์เรล กดเงินเฟ้อ การค้า ท่องเที่ยว และเพิ่มแรงผันผวนค่าเงินบาท
ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกระลอก ประเด็นที่ทั่วโลกจับตาไม่ได้มีเพียงมิติทางการเมืองหรือความมั่นคง แต่คือแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผ่านไปทั่วโลก ผ่าน 2 ช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ช่องแคบ 'ฮอร์มุส' และช่องแคบ 'บับเอลมันเด็บ' เส้นทางทะเลแดงเชื่อมต่อคลองสุเอซ รวมถึงความผันผวนของ 3 สินทรัพย์หลักอย่างทองคำ หุ้น และน้ำมัน
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC ประเมินว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกสามารถแบ่งได้เป็น 2 ฉากทัศน์หลัก คือกรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็วภายใน 1–2 สัปดาห์ ซึ่งผลกระทบจะจำกัด และกรณียืดเยื้อหรือรุนแรง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่ประเมินไว้
"ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ เศรษฐกิจโลกปี 2569 ก็มีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนอยู่แล้ว จากผลของภาษีการค้าสหรัฐและการปรับตัวของภาคธุรกิจทั่วโลก ดังนั้น ความขัดแย้งครั้งนี้จึงเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากยืดเยื้อจนกระทบต่อการค้าและการลงทุน"
ซัพพลายน้ำมันคือจุดเสี่ยงหลัก
ช่องแคบฮอร์มุสเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก หากเกิดการจำกัดหรือปิดกั้นการผ่าน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบฐานที่ประเมินไว้ โดยกรณียืดเยื้ออาจเห็นระดับ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากรุนแรงมากอาจสูงกว่านั้น
ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะกระทบเงินเฟ้อโลก ผ่านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกที่กำลังเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย ต้องกลับมาพิจารณาความเสี่ยงเงินเฟ้ออีกครั้ง
ขณะเดียวกัน หากเส้นทางผ่านทะเลแดงได้รับผลกระทบ จะทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น ค่าระวางเรือและประกันภัยสูงขึ้น เสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน คล้ายช่วงโควิดที่การขนส่งติดขัดแล้วราคาสินค้าปรับตัวขึ้นรวดเร็วทั่วโลก
ไทยเสี่ยง 4 ด้าน พลังงาน–ส่งออก–ท่องเที่ยว–ค่าเงิน
สำหรับเศรษฐกิจไทย SCB EIC มองว่า ปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% อยู่แล้ว โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ราว 1.8% และหากรวมความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง อาจทำให้ตัวเลขต่ำกว่านั้น
- มิติแรกคือ ความมั่นคงพลังงาน ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และพึ่งพาการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุสมากกว่าครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองประมาณ 61 วัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกรอบดังกล่าว อาจกระทบความมั่นคงพลังงานและต้นทุนในประเทศ อย่างไรก็ดี ไทยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- มิติที่สองคือการค้าและการส่งออก สินค้าบางประเภทที่ส่งออกไปตะวันออกกลาง เช่น รถยนต์เชิงพาณิชย์ และอาหารหรือผลไม้แปรรูป อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกัน หากการเดินเรือผ่านทะเลแดงสะดุด จะเพิ่มต้นทุนและเสี่ยงทำให้การส่งออกที่เดิมคาดว่าจะโตเพียงเล็กน้อย พลิกกลับมาติดลบได้
- มิติที่สามคือการท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวราว 7% และปีนี้คาดฟื้นตัว 3–4% โดยกลุ่มตะวันออกกลางเป็นตลาดศักยภาพที่เข้ามาทดแทนนักท่องเที่ยวจีนบางส่วน หากความตึงเครียดกระทบการเดินทางหรือความปลอดภัย อาจส่งผลต่อรายได้ท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่ม Medical และ Wellness
- มิติที่สี่คือภาคการเงินและค่าเงินบาท ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยง เงินทุนอาจไหลไปสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและสกุลเงินหลัก ขณะที่ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าบ้างจากดอลลาร์ที่แข็งขึ้น แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นแรงไหลออกกระทบเสถียรภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความผันผวนค่าเงินจะเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
GDP มีแนวโน้มต่ำลง นโยบายการเงินเผชิญโจทย์ยาก
ดร.ฐิติมาระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับประมาณการ GDP อย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางเป็นลบแน่นอน โดยตัวแปรสำคัญอยู่ที่ความยืดเยื้อและระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ซึ่งจะโยงไปยังระดับราคาน้ำมันโลก
สำหรับไทย หากเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าคาด ธนาคารกลางยังมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยได้อีกราว 50 basis points หลังปรับลดลงมาอยู่ที่ 1% อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือเศรษฐกิจมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูงจากต้นทุนพลังงานที่อาจปรับเพิ่ม
ท้ายที่สุด ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยจะขึ้นอยู่กับคำถามเดียวว่า ความขัดแย้งจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ เพราะยิ่งลากยาว แรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจยิ่งรุนแรงมากขึ้น






