
"กลัวแก่แล้วไม่มีกิน–รายได้หายกระทันหัน" IMF เผยเหตุผลคนเอเชียไม่กล้าใช้เงิน
IMF ระบุว่าการบริโภคของครัวเรือนในเอเชียเกิดใหม่โตช้ากว่ารายได้ และฟื้นหลังโควิดช้ากว่าภูมิภาคอื่น ต้นเหตุคือครัวเรือนต้องออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณและยามฉุกเฉิน เพราะบำนาญต่ำและแรงงานนอกระบบสูง แบบจำลองชี้ว่าการเสริมระบบบำนาญและเงินช่วยเหลือแบบเจาะจงจะหนุนการใช้จ่ายได้ โดยต้นทุนการคลังอยู่ในระดับที่รับได้
KEY
POINTS
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าครัวเรือนในเอเชียเกิดใหม่ไม่กล้าใช้จ่ายเงินแม้รายได้จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีแรงจูงใจในการออมสูงกว่าภูมิภาคอื่น
- เหตุผลหลักประการแรกคือ "กลัวแก่แล้วไม่มีกิน" หรือการออมไว้ใช้หลังเกษียณ เพราะระบบบำนาญยังให้ความคุ้มครองไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุม ท่ามกลางสังคมที่กำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัย
- เหตุผลประการที่สองคือ "กลัวรายได้หายกะทันหัน" เนื่องจากความไม่แน่นอนของรายได้ โดยเฉพาะจากแรงงานนอกระบบที่ขาดสวัสดิการ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินออมส่วนตัวเป็นกันชนยามฉุกเฉิน
รายได้เพิ่มขึ้น แต่ครัวเรือนในเอเชียไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มตาม นี่คือข้อสรุปจากรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook: Asia and Pacific) ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งศึกษา 8 เศรษฐกิจใหญ่ในเอเชียเกิดใหม่ ได้แก่ บังกลาเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม
IMF ระบุว่าคำตอบอยู่ที่ "แรงจูงใจในการออม" ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ครัวเรือนเอเชียเก็บเงินด้วยเหตุผลหลัก 2 ข้อ คือ เพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณ และเพื่อเป็นกันชนยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น รายได้ลดลงกะทันหัน ตกงาน หรือเจ็บป่วยจนต้องจ่ายค่ารักษาเอง และเมื่อระบบบำนาญกับตาข่ายรองรับทางสังคมให้ความคุ้มครองได้น้อย ครัวเรือนก็ยิ่งต้องเก็บเงินมากขึ้น
รายได้โต แต่การใช้จ่ายไม่โตตาม
ข้อมูลของ IMF ชี้ว่าหากการบริโภคภาคเอกชนในเอเชียเกิดใหม่เติบโตในอัตราเดียวกับผลผลิต ระดับการบริโภคปัจจุบันจะสูงกว่านี้มาก บังกลาเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีการบริโภคโตช้ากว่าผลผลิต ขณะที่ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอื่นมีการบริโภคเพิ่มเร็วกว่าผลผลิต
สัดส่วนการบริโภคต่อ GDP ของเอเชียเกิดใหม่โดยเฉลี่ยยังต่ำกว่าประเทศกลุ่มเดียวกันในภูมิภาคอื่น ทั้งที่สัดส่วนรายได้แรงงานต่อ GDP ใกล้เคียงกัน และหลังวิกฤตโควิด-19 การบริโภคในเอเชียเกิดใหม่ก็ฟื้นตัวช้าและไม่สมบูรณ์กว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด
เหตุผลที่ 1: "กลัวแก่แล้วไม่มีกิน"
ผลสำรวจพบว่าการออมเพื่อเกษียณมีความสำคัญต่อคนในเอเชียเกิดใหม่มากกว่าภูมิภาคอื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูมิภาคนี้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากรายจ่ายด้านบำนาญและความครอบคลุมที่จำกัด
ตัวชี้วัดสำคัญคือ "อัตราทดแทนรายได้จากบำนาญ" หรือสัดส่วนเงินบำนาญเทียบกับรายได้ก่อนเกษียณ ซึ่งในเอเชียเกิดใหม่ยังต่ำกว่าตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่อื่นๆ ยกเว้นเวียดนามที่อัตราทดแทนสูงแต่ครอบคลุมคนได้น้อย
IMF ยังระบุว่าในเอเชีย การพึ่งพาลูกหลานเป็นแหล่งรายได้สำคัญยามชรามาโดยตลอด และพึ่งพามากกว่าภูมิภาคอื่น หลักฐานจากจีนชี้ว่าเมื่อบำนาญครอบคลุมมากขึ้น พ่อแม่ก็พึ่งลูกน้อยลงและไม่จำเป็นต้องออมเพื่อเกษียณมากเท่าเดิม
เหตุผลที่ 2: "กลัวรายได้หายกะทันหัน"
อีกด้านหนึ่ง ครัวเรือนเอเชียเผชิญความไม่แน่นอนของรายได้สูง สาเหตุสำคัญคือสัดส่วนแรงงานนอกระบบที่สูง แรงงานกลุ่มนี้มักมีรายได้ผันผวนมากกว่า มีความมั่นคงในงานน้อยกว่า และไม่มีสวัสดิการอย่างประกันสุขภาพหรือบำนาญ ผลสำรวจพบว่าคนในเอเชียเกิดใหม่พึ่งเงินออมส่วนตัวเป็นกันชนรับแรงกระแทกมากกว่าภูมิภาคอื่น
แม้ราว 4 ใน 5 ของผู้ใหญ่ในภูมิภาคจะมีบัญชีธนาคารหรือบัญชีกับสถาบันการเงินในระบบ แต่ IMF ระบุว่าการมีบัญชีไม่ได้หมายความว่าจะกู้เงินในราคาที่เหมาะสมได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีหลักประกันหรือไม่มีหลักฐานรายได้ ความกังวลว่าจะกู้ไม่ได้ยามฉุกเฉินจึงผลักให้บางครัวเรือนต้องออมเผื่อไว้เอง
IMF แบ่งความท้าทายตามโครงสร้างประเทศ ประเทศที่ประชากรสูงวัยมาก เช่น จีนและไทย ต้องทำให้ครัวเรือนมีรายได้ที่เพียงพอหลังเกษียณ ขณะที่ประเทศที่แรงงานนอกระบบสูง เช่น อินเดียและบังกลาเทศ ต้องมีกลไกรองรับเมื่อรายได้หายกะทันหัน
ไทย: ใช้จ่ายดีกว่าเพื่อนบ้าน แต่ต้องจับตาครัวเรือนหนี้สูง
รายงานระบุว่าการบริโภคในมาเลเซียและไทยเติบโตค่อนข้างดีกว่าประเทศอื่นในกลุ่ม สำหรับสองประเทศนี้ IMF เสนอว่านโยบายควรเน้นเพิ่มความทนทานของการบริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนเปราะบางและครัวเรือนที่มีหนี้สูง และระบุว่าหนี้ครัวเรือนอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การบริโภคของบางครัวเรือนอ่อนแอ
ทำไมการใช้จ่ายของครัวเรือนจึงสำคัญ
IMF ระบุว่าเอเชียเกิดใหม่เติบโตด้วยการลงทุนและการส่งออกมาหลายทศวรรษ แต่เครื่องยนต์ทั้งสองกำลังเจอข้อจำกัด ทั้งผลตอบแทนการลงทุนที่ลดลงนับจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 และการค้าโลกที่แตกเป็นขั้ว
การบริโภค โดยเฉพาะการบริโภคภาคบริการ เป็นองค์ประกอบของเศรษฐกิจที่ผันผวนน้อยที่สุด จึงช่วยพยุงเศรษฐกิจเมื่อการส่งออกหรือการลงทุนสะดุด ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วมีเสถียรภาพกว่า
IMF จำลอง 2 ทางออก
IMF ใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ทดสอบการปฏิรูป 2 แนวทาง
แนวทางแรก: เพิ่มบำนาญ ควบคู่กับขยายอายุเกษียณ โดยเพิ่มอัตราทดแทนรายได้จากบำนาญของเอเชียเกิดใหม่เป็นราว 58% ซึ่งปิดช่องว่างกับประเทศพัฒนาแล้วได้ราวครึ่งหนึ่ง และขยายอายุเกษียณในประเทศที่ช่องว่างระหว่างอายุคาดเฉลี่ยกับอายุเกษียณเกิน 16 ปี
ผลการจำลองพบว่าการบริโภคภาคเอกชนจะสูงกว่ากรณีไม่ปฏิรูปเฉลี่ย 0.5–2.5% ต่อปี และ GDP สูงขึ้นราว 1% จากอุปทานแรงงานที่เพิ่มขึ้นเมื่อคนทำงานนานขึ้น โดยใช้งบประมาณเพิ่มเทียบเท่า 0.4% ของ GDP ซึ่ง IMF ประเมินว่าไม่กระทบความยั่งยืนทางการคลัง
แนวทางที่สอง: เงินโอนประกันรายได้ขั้นต่ำ ควบคู่กับดึงผู้หญิงเข้าตลาดแรงงาน โดยเติมรายได้ให้ครัวเรือนที่รายได้ตกต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 15 ของประเทศ ใช้งบประมาณ 1% ของ GDP และปิดช่องว่างการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานระหว่างชายและหญิงลงครึ่งหนึ่ง
ผลการจำลองพบว่าผลผลิตจะสูงกว่ากรณีไม่ปฏิรูปเฉลี่ย 6.4% และการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเงินช่วยเหลือส่งตรงถึงครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งมีแนวโน้มนำรายได้ไปใช้จ่ายในสัดส่วนสูง บังกลาเทศและอินเดียได้ประโยชน์มากที่สุด รายงานยกตัวอย่างโครงการที่มีอยู่แล้วในภูมิภาค รวมถึง โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของไทย ว่างบประมาณบางส่วนอาจนำมาปรับใช้กับโครงการลักษณะนี้ได้
ลดความจำเป็นต้องออมเผื่อ โดยไม่ลดแรงจูงใจทำงาน
IMF เสนอว่าแต่ละประเทศควรใช้นโยบายที่ต่างกัน แต่ยึดหลักร่วมเดียวกัน คือ ลดความจำเป็นที่ครัวเรือนต้องออมเผื่อเกษียณและเผื่อฉุกเฉิน โดยยังรักษาแรงจูงใจในการทำงาน การลงทุน และการเข้าสู่ระบบ
ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วควรปรับปรุงความเพียงพอและความครอบคลุมของบำนาญ พร้อมปรับอายุเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ส่วนประเทศที่แรงงานนอกระบบสูงควรใช้เงินช่วยเหลือแบบเจาะจงผ่านระบบคัดกรองและการจ่ายเงินดิจิทัล ซึ่งยังช่วยดึงแรงงานเข้าสู่ระบบผ่านการลงทะเบียนและรายงานรายได้
IMF ระบุว่าหากไม่ปฏิรูป การเข้าสู่สังคมสูงวัยภายใต้บำนาญที่ไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงความยากจนในวัยชรา และอาจกดการบริโภคให้ต่ำลงอีก การปฏิรูปจึงควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง เพื่อเปลี่ยนเอเชียเกิดใหม่สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศมากขึ้น







