
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกกันชนถดถอย 'เอกนิติ' ชูไทยแกร่งรับ 4 มรสุม
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกกันชนถดถอย 'เอกนิติ' ชูไทยแกร่งรับ 4 มรสุม ดึง FDI โต 47% ด้านยุโรป อาร์เจนตินา และไนจีเรีย เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรับความท้าทายโลก
KEY
POINTS
- IMF เตือนเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อฝังลึก ดอกเบี้ยสูง และภาระหนี้ ทำให้ความสามารถในการรับมือภาวะถดถอยลดลง
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ 4 มรสุมหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมัน การแบ่งขั้วทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ดอกเบี้ยโลก และเทคโนโลยี AI
- ไทยชูจุดแข็งด้านวินัยการคลังเพื่อสร้างความเชื่อมั่น พร้อมฉวยโอกาสจากการย้ายฐานการผลิต ดันยอดขอส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรกโต 47%
การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 เปิดมุมมองเศรษฐกิจโลกที่แม้ยังมีความยืดหยุ่นต่อวิกฤต แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง ภาระหนี้ และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ด้าน “เอกนิติ” เปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเรือลำเล็กฝ่ามรสุม 4 ลูก ชูวินัยการคลังรักษาความเชื่อมั่น พร้อมคว้าโอกาสย้ายฐานการผลิต ดันยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรกพุ่ง 47% ขณะที่ยุโรป อาร์เจนตินา และไนจีเรีย เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรับความท้าทายโลก
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ในเวทีเสวนา “Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future” ซึ่งรวบรวมผู้นำองค์กรการเงินระหว่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากหลายภูมิภาค ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังแสดงความยืดหยุ่นต่อวิกฤตในช่วงที่ผ่านมา แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากกันชนทางเศรษฐกิจที่ลดลง
IMF เตือนเงินเฟ้อฝังลึก หนี้สูง-ดอกเบี้ยแพงกดดันโลก
นางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากเงินเฟ้อที่ฝังตัวลึก อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวรวดเร็วขึ้นทั่วโลก โดยเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งจัดระเบียบทางการคลัง หรือ “get fiscal house in order” เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือการที่เศรษฐกิจโลกพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น โดย IMF เปรียบสถานการณ์ดังกล่าวว่าเศรษฐกิจโลกกำลังขับเคลื่อนอยู่บน “ขาข้างเดียว” หากการลงทุนและความคาดหวังต่อ AI สูงเกินกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ตามแนวคิดกฎของอมารา (Amara’s Law) หรือเกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
นอกจากนี้ IMF ยังชี้ถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก (excessive imbalances) ระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยสหรัฐฯ เผชิญปัญหาการออมต่ำ หนี้สูง และการขาดดุลงบประมาณ ขณะที่จีนมีการบริโภคภายในประเทศไม่เพียงพอ ทำให้พึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ส่วนยุโรปยังเผชิญปัญหาการลงทุนต่ำและช่องว่างด้านผลิตภาพ
อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าความไม่สมดุลดังกล่าวยังสามารถแก้ไขได้ หากประเทศต่าง ๆ ร่วมกันดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อปรับสมดุลเศรษฐกิจและสร้างฐานการเติบโตที่ยั่งยืนขึ้น
“เอกนิติ” เปรียบไทยเรือลำเล็ก ฝ่า 4 มรสุมเศรษฐกิจโลก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเป็น “เรือลำเล็ก” ที่ต้องเผชิญมรสุมจากภายนอก 4 ด้าน ได้แก่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ การแบ่งแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (geoeconomic fragmentation) อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจาก AI
นายเอกนิติระบุว่า ไทยยังสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและวินัยทางการคลังได้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 2.3% ซึ่งต่ำกว่าระดับของสหรัฐฯ และยุโรปอย่างมาก สะท้อนถึงความสำคัญของการรักษาความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่งทางการคลังท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก
ขณะเดียวกัน ไทยพยายามเปลี่ยนความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจให้เป็นโอกาส ผ่านการดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเติบโตถึง 47% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
นอกจากการดึงดูดเงินลงทุนแล้ว ไทยยังเดินหน้าเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศกับการพัฒนาศักยภาพของคนในประเทศ ผ่านโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนกับมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจและแรงงานไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่เข้ามา
ดันความร่วมมืออาเซียน เชื่อมพลังงาน-ดิจิทัล-การค้า
นายเอกนิติกล่าวถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยไทยผลักดันการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าพลังน้ำ (Power Grid) การจัดทำข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) และการเชื่อมโยงระบบชำระเงินดิจิทัลผ่าน QR Payment
ขณะเดียวกัน ไทยยังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศต่าง ๆ ปรับกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนแนวทางของไทยในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นแรงสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่
ยุโรปเร่งปิดช่องว่างผลิตภาพ รับมือโลกแบ่งขั้ว
นายคีเรียคอส พีแรคคาคิส (Kyriakos Pierrakakis) ประธาน Eurogroup และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกรีซ กล่าวว่า ยุโรปตระหนักถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้อยู่ในภาวะตื่นตระหนก เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น
ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของยุโรปเพิ่มขึ้นจาก 1.1% ในปี 2559 มาอยู่ที่ประมาณ 4% ในปัจจุบัน ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ
ยุโรปยังเผชิญความท้าทายในการเพิ่มผลิตภาพ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปีตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เทียบกับสหรัฐฯ ที่เติบโตเฉลี่ย 1.8% ต่อปี จึงเร่งผลักดันสหภาพตลาดทุนและสหภาพการธนาคารภายใต้แนวคิด Savings and Investment Union รวมถึงการสร้างกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับภูมิภาค หรือ European champions
นอกจากนี้ ยังต้องการลดอุปสรรคจากการแบ่งแยกทางการค้า ซึ่งมีต้นทุนเทียบเท่าภาษีการค้าสูงถึง 110% ในภาคบริการ และ 44% ในภาคการผลิต ตามตัวเลขที่นำเสนอในเวทีเสวนา
อาร์เจนตินาชูปฏิรูปการคลัง ลดรายจ่าย 30% เงินเฟ้อลดเหลือ 30%
นายลุยส์ คาปูโต (Luis Caputo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา นำเสนอผลการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยระบุว่า ประเทศเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว 22 ครั้ง และผิดนัดชำระหนี้ 9 ครั้งในประวัติศาสตร์
ตามข้อมูลที่นำเสนอ อาร์เจนตินาสามารถขจัดภาวะขาดดุลงบประมาณที่คิดเป็น 5% ของ GDP ได้ภายในเดือนแรกของการดำรงตำแหน่ง ผ่านการลดรายจ่ายภาครัฐ 30% โดยไม่มีการปรับขึ้นภาษี ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจาก 211% ในปี 2566 เหลือประมาณ 30% ขณะที่อัตราความยากจนลดลงจาก 57% เหลือ 32%
อาร์เจนตินายังระบุว่าสามารถกลับมามีดุลเกินดุลทั้งด้านการคลัง การค้า และบัญชีเดินสะพัด พร้อมดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ภายใต้ระเบียบพิเศษ Regime of Incentives for Large Investments (RIGI) เพื่อสร้างความแน่นอนให้กับนักลงทุนและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล
รัฐบาลอาร์เจนตินาคาดว่ากรอบ RIGI จะช่วยดึงดูดเงินลงทุนจริงได้มากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณหนึ่งในสามของ GDP โดยอาศัยศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและ AI
ไนจีเรียปฏิรูปพลังงาน-ค่าเงิน ดันทุนสำรองสูงสุดรอบ 18 ปี
นายโอลาเยมี คาร์โดโซ (Olayemi Cardoso) ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและเสถียรภาพภายนอกประเทศ โดยระบุว่า ไนจีเรียเคยเผชิญภาวะทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิลดลงเหลือเพียง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มีภาระหนี้ค้างชำระมากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไนจีเรียจึงดำเนินการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งการยกเลิกการอุดหนุนราคาพลังงานที่ไม่ยั่งยืน การรวมระบบอัตราแลกเปลี่ยนหลายระบบเข้าด้วยกัน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นรวม 8% ในปี 2567
ตามข้อมูลที่นำเสนอ มาตรการดังกล่าวช่วยให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจากระดับ 34% เหลือประมาณ 15% และทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี
นอกจากนี้ ไนจีเรียยังใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อลดอุปสรรคในการนำเงินจากชาวไนจีเรียในต่างประเทศกลับเข้าสู่ประเทศ โดยเงินโอนกลับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน เป็นเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกรกฎาคม พร้อมเดินหน้าพัฒนาโรงกลั่น Dangote เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรน้ำมันภายในประเทศ







