thansettakij
thansettakij
AI แย่งงานจริงไหม? IMF เปิดข้อมูล 40 ล้านประกาศรับสมัครงานเอเชีย

AI แย่งงานจริงไหม? IMF เปิดข้อมูล 40 ล้านประกาศรับสมัครงานเอเชีย

15 ต.ค. 69 | 08:49 น.

​​​​​​​IMF วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงาน 40 ล้านชิ้นใน 19 เขตเศรษฐกิจเอเชีย พบว่าความต้องการแรงงานในอาชีพที่ AI ทำแทนได้ลดลงเกือบ 10% แต่ไม่ลดลงต่อแม้ AI เก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด ขณะที่คนมีทักษะ AI เป็นที่ต้องการมากขึ้น ความท้าทายใหญ่คือแรงงานเอเชียปรับตัวช้า ย้ายสายอาชีพเพียงราว 5% ต่อปี

KEY

POINTS

  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงาน 40 ล้านตำแหน่งในเอเชีย พบว่า AI ลดความต้องการจ้างงานในอาชีพเสี่ยงสูงลงเกือบ 10% แต่ผลกระทบเริ่มคงที่แล้ว
  • AI กำลัง "ปรับรูปงาน" มากกว่า "ลบงาน" โดยสร้างความต้องการทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น Prompt engineering และการสร้าง AI agent
  • บริษัทที่นำ AI มาปรับใช้และประกาศรับสมัครพนักงานที่มีทักษะ AI กลับมีความต้องการแรงงานโดยรวมเพิ่มขึ้นเร็วกว่าบริษัทที่ไม่ได้ใช้
  • ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีประชากรหนุ่มสาวมีความเสี่ยงในระยะยาว เนื่องจาก AI อาจทำให้เส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านภาคอุตสาหกรรมและบริการทำได้ยากขึ้น

คำถามว่า "AI จะมาแย่งงานไหม" เริ่มมีคำตอบจากข้อมูลจริงของเอเชียแล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook: Asia and Pacific) ฉบับเดือนตุลาคม 2569 บทที่ 2 ว่าด้วยตลาดแรงงานเอเชียในยุค AI โดยใช้ข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์กว่า 40 ล้านชิ้น ครอบคลุม 19 เขตเศรษฐกิจทั้งรายได้ต่ำ ตลาดเกิดใหม่ และประเทศพัฒนาแล้ว ข้อมูลเป็นรายเดือนจนถึงเมษายน 2569 นับเป็นหลักฐานชุดแรกๆ ของภูมิภาค หลังจากงานศึกษาก่อนหน้าส่วนใหญ่เน้นสหรัฐฯ และยุโรป

คำตอบของ IMF คือ AI กำลังลดการจ้างงานจริงในอาชีพที่มันทำได้ดี แต่ผลกระทบหยุดอยู่ที่ระดับหนึ่ง และกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้คนที่ใช้ AI เป็น

ก่อน AI มา ตลาดแรงงานเอเชียก็มีปัญหาอยู่แล้ว

IMF ระบุว่าโมเดลการเติบโตที่อาศัยการส่งออกและภาคการผลิตช่วยให้เอเชียพัฒนาอย่างรวดเร็ว อัตราว่างงานต่ำ และพาคนหลายร้อยล้านคนพ้นความยากจน แต่เส้นทางสร้างงานนี้เดินยากขึ้น เพราะภาคการผลิตใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีมากขึ้นจนต้องการคนงานเพิ่มน้อยลง และการค้าโลกที่แตกเป็นขั้วทำให้การเข้าถึงตลาดต่างประเทศคาดเดาได้ยากขึ้น

อัตราว่างงานของเอเชียต่ำกว่าแทบทุกภูมิภาคในโลก แต่ตัวเลขนี้ซ่อนปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่และการทำงานต่ำกว่าศักยภาพ สัญญาจ้างงานในระบบเป็นข้อยกเว้นมากกว่าเป็นเรื่องปกติในหลายพื้นที่ของภูมิภาค และงานนอกระบบที่มักอยู่ในภาคเกษตรก็มีความมั่นคงต่ำ

ปัญหาเห็นชัดที่สุดตอนคนรุ่นใหม่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในตลาดเกิดใหม่บางประเทศ อัตราว่างงานของคนรุ่นใหม่ที่จบปริญญาใกล้ 30% และในฟิลิปปินส์ บัณฑิตเกือบ 70% ทำงานที่ไม่ต้องใช้วุฒิปริญญา

คำตอบที่ 1: AI ลดการจ้างงานจริง เกือบ 10%

IMF เปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างอาชีพที่ AI ทำแทนได้มากกับอาชีพที่ AI ทำแทนได้น้อย ก่อนและหลัง AI เข้ามา ตัวอย่างที่รายงานยกคือ งานเขียนโค้ด ซึ่ง AI ทำได้ดีจนน่าประหลาดใจ ถูกจัดเป็นอาชีพเสี่ยงสูง ส่วนงานดูแลความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ซึ่ง AI ยังทำแทนได้ยาก ถูกจัดเป็นอาชีพเสี่ยงต่ำ

ผลพบว่าความต้องการแรงงานในอาชีพเสี่ยงสูงลดลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับอาชีพเสี่ยงต่ำ

คำตอบที่ 2: AI เก่งขึ้น แต่ไม่ได้แย่งงานเพิ่ม

ประเด็นที่ IMF ระบุว่าน่าประหลาดใจคือ ผลกระทบหยุดอยู่ที่ระดับนี้ แม้ความสามารถของ AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว IMF เทียบกับดัชนีที่วัดว่า AI ทำงานซอฟต์แวร์ที่คนใช้เวลานานแค่ไหนได้สำเร็จ

  • ช่วงที่ AI ทำได้แค่งานระดับไม่กี่วินาที แทบไม่มีผลต่อการจ้างงาน
  • เมื่อ AI ทำงานระดับราว 1 ชั่วโมงได้ ความต้องการแรงงานในอาชีพเสี่ยงสูงลดลงเกือบ 10%
  • หลังจากนั้น แม้ AI จะเก่งขึ้นอีกมาก ผลกระทบต่อการจ้างงานก็ไม่ได้แย่ลง

IMF จึงสรุปว่า AI กำลัง "ปรับรูปงาน" มากกว่า "ลบงาน"

คำตอบที่ 3: คนที่ใช้ AI เป็น กลายเป็นที่ต้องการ

คำอธิบายว่าทำไมผลกระทบหยุดลง อยู่ที่ความต้องการ "ทักษะ AI เกิดใหม่" ที่เพิ่มขึ้น ทักษะเหล่านี้แทบไม่มีความหมายก่อนปี 2023 แต่แพร่หลายอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น ได้แก่

  • Prompt engineering การสั่งงาน AI ให้ได้ผลตรงเป้า
  • RAG (retrieval-augmented generation) การเชื่อม AI เข้ากับข้อมูลภายในองค์กร
  • การสร้าง AI agent ระบบ AI ที่ทำงานหลายขั้นตอนได้เอง

ความต้องการทักษะเหล่านี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอาชีพเสี่ยงสูง นายจ้างต้องการคนที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างระบบด้วย AI ได้ และเชื่อม AI เข้ากับองค์ความรู้และกระบวนการภายในองค์กรได้

ในระดับบริษัท ราว 6% ของบริษัทในเอเชียระบุทักษะ AI ในประกาศรับสมัครงาน ซึ่ง IMF ระบุว่าเป็นตัวเลขขั้นต่ำ เพราะบางบริษัทใช้วิธีฝึกพนักงานเดิมแทนการจ้างใหม่ ข้อค้นพบสำคัญคือ บริษัทกลุ่มนี้มีความต้องการแรงงานเพิ่มเร็วกว่าบริษัทที่ไม่ใช้ AI แม้ในอาชีพเสี่ยงสูง

การที่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่นำ AI มาใช้ สะท้อนอุปสรรค เช่น ยังไม่ชัดว่าจะใช้ AI แทนการตัดสินใจที่คนหลายคนทำร่วมกันอย่างไร โมเดลรุ่นใหม่มีต้นทุนสูงและใช้พลังงานมาก และหลายบริษัทยังอยู่ระหว่างทดลอง IMF เทียบกับยุคไฟฟ้า ที่ผลกระทบเต็มที่ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะปรากฏ

IMF สรุปว่าขณะนี้มีสองแรงทำงานพร้อมกัน คือ การจ้างงานที่ลดลงในงานที่ AI ทำได้ดี กับโอกาสใหม่สำหรับคนที่ใช้ AI เป็น หลักฐานถึงปัจจุบันชี้ว่าแรงแรกยังมีน้ำหนักมากกว่า แต่แรงที่สองกำลังเติบโต

คำตอบที่ 4: ประเทศหนุ่มสาวเสี่ยงกว่าที่คิด

ผลกระทบแตกต่างกันตามโครงสร้างเศรษฐกิจและประชากร ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ประชากรยังหนุ่มสาวและต้องสร้างงานจำนวนมาก เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตอนนี้ได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรที่ AI ยังเข้าไม่ถึง

แต่ IMF เตือนว่า "เกราะกำบังนี้อาจกลายเป็นกับดัก" เพราะการยกระดับมาตรฐานชีวิตต้องย้ายแรงงานเข้าสู่งานผลิตภาพสูงในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งเป็นบันไดที่ AI อาจทำให้ปีนยากขึ้น งานที่ประเทศเหล่านี้ต้องสร้างในอนาคตจึงเสี่ยงต่อ AI มากกว่างานที่มีอยู่ตอนนี้ และหาก AI ทำให้เส้นทางสู่งานดีแคบลง ความได้เปรียบด้านประชากรก็อาจกลายเป็นภาระ

ในทางกลับกัน ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยและกำลังแรงงานหดตัว อาจใช้ AI ช่วยชดเชยแรงงานที่ขาดได้ หากบริหารผลกระทบระยะสั้นได้ดี IMF ระบุว่าประเทศกลุ่มนี้ต้องประเมินว่าจะยังขาดแคลนแรงงานตรงไหนแม้มี AI แล้ว และจะเติมช่องว่างนั้นอย่างไร

คำตอบที่ 5: ปัญหาใหญ่คือแรงงานย้ายงานช้า

IMF วิเคราะห์ประวัติการทำงานกว่า 65 ล้านรายในเอเชีย พบว่ามีแรงงานเพียงราว 5% ต่อปีที่ย้ายข้ามสายอาชีพ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังไม่มีสัญญาณว่าแรงงานย้ายออกจากอาชีพเสี่ยงสูงไปสู่อาชีพที่เสี่ยงน้อยกว่า

IMF เสนอให้ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาว่าถึงเวลาต้องเพิ่มนโยบายตลาดแรงงานเชิงรุกเพื่อยกระดับทักษะและช่วยให้แรงงานย้ายงานได้หรือยัง และควรมีความช่วยเหลือรายได้ชั่วคราวเพื่อคุ้มครองแรงงานควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรมหรือไม่ พร้อมระวังไม่ให้นโยบายตรึงแรงงานไว้ในงานที่ความต้องการลดลงต่อเนื่อง ด้านการศึกษา IMF ระบุว่าระบบการศึกษาหลายประเทศในเอเชียผลิตบัณฑิตไม่ตรงความต้องการตลาดอยู่แล้ว และ AI กำลังเลื่อนเป้าหมายไปอีก

ผลกระทบเต็มที่อาจมาพร้อมเศรษฐกิจขาลง

IMF ระบุว่าขนาดผลกระทบสุดท้ายของ AI ยังไม่แน่นอนสูง ในกรณีที่ช้า ข้อจำกัดด้านต้นทุนพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการปรับวิธีทำงาน อาจทำให้การปรับตัวกินเวลาหลายปี ในกรณีที่เร็ว ต้นทุนที่ลดลงและความสามารถของ AI ที่ก้าวกระโดดอาจเร่งการใช้งาน และผลกระทบเต็มที่ต่อตลาดแรงงานอาจปรากฏในช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งถัดไป

สำหรับกรณีที่รุนแรงกว่านั้น IMF เสนอให้เริ่มคิดตั้งแต่ตอนนี้ใน 3 คำถาม ได้แก่ จะชี้ทิศ AI ให้เสริมแรงงานแทนทดแทนได้หรือไม่ จะเก็บภาษีจากกำไรธุรกิจ AI มาสนับสนุนรายได้ครัวเรือนได้หรือไม่ ซึ่งจะทำได้ยากหากบริษัทแนวหน้ากระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ และจะรักษาการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ระดับแนวหน้าได้อย่างไร