thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทวันนี้(29 ก.ย. 69) เงินบาทยังอ่อนค่า กรอบ 33.55-33.70 บาท

ค่าเงินบาทวันนี้(29 ก.ย. 69) เงินบาทยังอ่อนค่า กรอบ 33.55-33.70 บาท

29 ก.ย. 69 | 03:39 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ย. 69 | 03:39 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้เงินบาทยังอ่อนค่า กรอบวันนี้ 33.55-33.70 บาทต่อดอลลาร์ จับตาตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน เฟด เงินเยน และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่กรุงไทยมอง Two-way risk

KEY

POINTS

  • เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวประมาณ 33.55-33.70 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
  • ตลาดจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เช่น ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน (JOLTS) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่า หลังดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับขึ้นตามแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ขณะที่ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินเงินบาทมี Two-way risk ระยะสั้น ให้กรอบ 33.50-33.75 บาทต่อดอลลาร์ จับตา JOLTS-ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ และทิศทางเงินเยน

กรอบเงินบาทวันนี้ 33.55-33.70 บาท หลังดอลลาร์แข็ง-บอนด์ยีลด์พุ่ง

เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29 กันยายน 2569) เคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 33.59-33.61 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดยังคงให้น้ำหนักกับทิศทางเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลต่อราคาน้ำมันและแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะต่อไป

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่า สวนทางเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับเงื่อนไขการเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่อิหร่านส่งสัญญาณว่าความตึงเครียดอาจลากยาวไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

น้ำมันพุ่งเหนือ 106 ดอลลาร์ ดันบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ขึ้นต่อ

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดกังวลว่าราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด มีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

โดยวานนี้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปีเพิ่มขึ้น 8 จุด มาอยู่ที่ 4.93% ขณะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีเพิ่มขึ้น 8 จุด ปิดที่ 5.24% ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนยังเคลื่อนไหวเหนือระดับ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้อยู่ที่ 33.55-33.70 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันตลาดโลก ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนสิงหาคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน

กรุงไทยมองเงินบาท Two-way risk กรอบ 33.50-33.75 บาท

ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.61 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากระดับปิดวันก่อนหน้า โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวแบบ Sideways ในกรอบ 33.52-33.65 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักยังเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ โดยเฉพาะช่วงเช้าของตลาดเอเชียที่ราคาทองคำปรับตัวลง และมีส่วนกดดันให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง โดยกรุงไทยประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าที่ 33.50-33.75 บาทต่อดอลลาร์

ดอลลาร์แข็ง บอนด์ยีลด์ 10 ปีแตะ 5.24% ตลาดลดรับความเสี่ยง

สำหรับตลาดการเงินโลก บรรยากาศการลงทุนยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทั้ง Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq Composite ขณะที่ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานบางส่วน

ด้านตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อเนื่องทดสอบระดับ 5.24% หลังนักลงทุนเพิ่มโอกาสที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่านักลงทุนสามารถทยอยสะสมพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทะลุระดับ 5.20% เนื่องจากหากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดดำเนินต่อไปจนกระทั่งแรงกดดันเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอลง อาจเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับลดลงในระยะถัดไป

ขณะที่ตลาดเงิน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับขึ้นสู่บริเวณ 101.2 จุด ตามการเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน โดยการเคลื่อนไหวของเงินเยนที่มีจังหวะแข็งค่าขึ้นเป็นระยะช่วยชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าของดอลลาร์

จับตา JOLTS-ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ชี้ทิศทางเฟดและเงินบาท

ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง JOLTS Job Openings ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ Conference Board รวมถึงดัชนีภาวะธุรกิจจากเฟดสาขาต่างๆ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่ฝั่งยุโรปต้องติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE

ส่วนเอเชีย ตลาดจับตาการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.60% รวมถึงตัวเลขยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะประกาศในช่วงเช้าวันที่ 30 กันยายน 2569

เงินเยนอ่อนแตะ 158 เยน/ดอลลาร์ เสี่ยงเจอแรงแทรกแซง

ทั้งนี้ แนะนำให้ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนอย่างใกล้ชิด โดยหากเงินเยนอ่อนค่าทะลุระดับ 158 เยนต่อดอลลาร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งสัญญาณแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น ขณะที่หากเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้น จะช่วยชะลอการแข็งค่าของดอลลาร์และลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้บางส่วน

สำหรับเงินบาทในระยะสั้น กรุงไทยมองว่ามีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หรือ Two-way risk โดยขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดและพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงมองว่าผู้ประกอบการและผู้ลงทุนควรใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงค่าเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะ Options

Krungthai มองเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ก่อนคงยาวถึงครึ่งหลังปี 70

นายพูนกล่าวว่า ในระยะกลางถึงยาว ยังคงประเมินว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2570 และจึงทยอยปรับลดดอกเบี้ยลง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วและมากกว่าที่ประเมินไว้เพิ่มขึ้น หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงและยืดเยื้อ

ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าในกรอบเวลารายวันและรายสัปดาห์ โดยระดับที่ต้องติดตามคือ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่เงินบาทต้องกลับมาแข็งค่าผ่านเพื่อเปลี่ยนภาพแนวโน้มดังกล่าว

ขณะที่หากราคาทองคำปรับตัวลงต่อเนื่อง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท และมีโอกาสทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องติดตามทิศทางการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญควบคู่กัน