thansettakij
thansettakij
เกมค่าเงินกับส่งออกไทย ไม่ได้จบแค่เงินบาทเทียบดอลลาร์

เกมค่าเงินกับส่งออกไทย ไม่ได้จบแค่เงินบาทเทียบดอลลาร์

19 ก.ย. 69 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.ย. 69 | 08:08 น.

ผลการศึกษาพบ อัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคาส่งออกไทยทันทีแต่ไม่สมบูรณ์ ขนาดผลกระทบแตกต่างตามสกุลเงินที่ใช้ตั้งราคา ขณะที่ปริมาณส่งออกตอบสนองล่าช้า เมื่อราคาสินค้าเพิ่ม 10% ปริมาณส่งออกลด 1.5–1.9% ผ่านไป 1 ปี

KEY

POINTS

  • การประเมินผลกระทบของค่าเงินต่อการส่งออกต้องมองให้ซับซ้อนกว่าแค่เงินบาทเทียบดอลลาร์ โดยต้องคำนึงถึงสกุลเงินที่ใช้ในการตั้งราคาสินค้า ซึ่งส่งผลแตกต่างกัน
  • สินค้าส่งออกไทยส่วนใหญ่ใช้ดอลลาร์สหรัฐในการตั้งราคา (Dominant Currency Pricing - DCP) ทำให้ต้องพิจารณาอัตราแลกเปลี่ยนทั้งสกุลเงินคู่ค้าเทียบดอลลาร์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ประเมินผลกระทบของค่าเงินบาทต่อภาคส่งออกอาจต้องมองให้มากกว่าการเปรียบเทียบเงินบาทกับเงินดอลลาร์ เพราะในโลกการค้าที่การซื้อขายระหว่างประเทศเกิดขึ้นด้วยสกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก กลไกของอัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและปริมาณการส่งออกไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีดั้งเดิมทั้งหมด

งานศึกษากรณีประเทศไทยพบว่า หากสินค้าส่งออกตั้งราคาเป็นเงินบาท ผู้ซื้อจะเผชิญกับราคาที่เพิ่มขึ้นตามการแข็งค่าของเงินบาท ขณะที่สินค้าที่ตั้งราคาเป็นเงินดอลลาร์ ผู้ส่งออกไทยจะปรับขึ้นราคาสินค้าราว 2%–4% เมื่อเงินบาทแข็งค่า 10% เทียบกับเงินดอลลาร์

ส่วนปริมาณการส่งออกไม่ได้ตอบสนองต่อราคาที่เปลี่ยนแปลงทันที โดยเมื่อราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 10% ปริมาณส่งออกจะลดลง 1.5%–1.9% หลังผ่านไป 1 ปี สะท้อนว่าการส่งผ่านจากอัตราแลกเปลี่ยนไปยังปริมาณการส่งออกมีความล่าช้า

การส่งผ่านค่าเงินขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่ใช้ตั้งราคา

ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เมื่อเงินบาทอ่อนค่า การส่งออกสินค้าไทยควรได้ประโยชน์จากราคาสินค้าในรูปสกุลเงินต่างประเทศที่ถูกลง และนำไปสู่ปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง ราคาสินค้าส่งออกบางกลุ่มอาจเปลี่ยนแปลงตามค่าเงินบาทเกือบทั้งหมด ขณะที่บางกลุ่มอาจไม่ปรับเปลี่ยนเลย

งานศึกษาจึงแบ่งรูปแบบการตั้งราคาสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม 

1. Producer Currency Pricing หรือ PCP เป็นการตั้งราคาโดยใช้สกุลเงินของประเทศผู้ส่งออก หรือเงินบาทในกรณีของไทย ซึ่งเป็นข้อสมมติหลักในทางทฤษฎี เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ราคาสินค้าในสายตาของผู้ซื้อจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

ตัวอย่างเช่น ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นในราคา 100 บาท หรือประมาณ 500 เยน หากเงินบาทแข็งค่า 10% จาก 1 บาทแลกได้ 5 เยน เป็น 1 บาทแลกได้ 5.5 เยน ราคาข้าว 100 บาทจะคิดเป็น 550 เยน ทำให้ราคาสินค้าในสายตาผู้ซื้อญี่ปุ่นแพงขึ้นทันที 10% และอาจทำให้ผู้นำเข้าหันไปซื้อจากประเทศอื่นหรือสินค้าที่ผลิตในประเทศแทน กลไกนี้เรียกว่า expenditure-switching effect

2. Local Currency Pricing หรือ LCP เป็นการตั้งราคาโดยใช้สกุลเงินของประเทศคู่ค้า ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนไม่ส่งผ่านไปยังราคาที่ผู้ซื้อรับรู้ เช่น ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นและตั้งราคาเป็นเงินเยน เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเยน ผู้ซื้อญี่ปุ่นยังรับรู้ราคาเดิม จึงไม่เกิด expenditure-switching effect

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยจะมีอัตรากำไรลดลงหลังแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาท โดยตัวอย่างข้างต้น จากเดิมข้าวราคา 500 เยนที่แลกได้ 100 บาท จะเหลือเพียง 90.91 บาท ผลกระทบดังกล่าวเรียกว่า valuation effect

3. Dominant Currency Pricing หรือ DCP

เป็นรูปแบบที่พบมากขึ้นในงานศึกษาระยะหลัง โดยการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ตั้งราคาในสกุลเงินหลักไม่กี่สกุล โดยเฉพาะเงินดอลลาร์ และพบมากในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทย

กรณี DCP จะมีอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้อง 2 ส่วน คือ เงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินคู่ค้า และเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์ หากสกุลเงินคู่ค้าอ่อนค่า ราคาสินค้าไทยจะแพงขึ้นทันทีในสายตาคู่ค้า เกิด expenditure-switching effect ขณะที่เมื่อเงินบาทอ่อนค่าเทียบเงินดอลลาร์ ผู้ส่งออกไทยจะรับรู้รายได้เป็นเงินบาทมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรสูงขึ้น เกิดเป็น valuation effect

ผู้ส่งออกเลือกปรับราคาผ่านต้นทุนหรือกำไร

เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลง ผู้ส่งออกสามารถเลือกส่งผ่านหรือไม่ส่งผ่านผลของค่าเงินไปยังราคาสินค้าได้ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การปรับราคา โดยมี 2 ช่องทางหลัก

ช่องทางแรกคือ ต้นทุนส่วนเพิ่ม หรือ marginal cost channel ซึ่งผู้ส่งออกปรับราคาตามต้นทุนการผลิตที่ได้รับผลจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ผู้ส่งออกอาจผลักต้นทุนดังกล่าวผ่านการปรับเพิ่มราคาสินค้า

ช่องทางที่สองคือ การกำหนดราคา หรือ markup หรือ pricing-to-market channel ผู้ส่งออกอาจเลือกปรับอัตรากำไรเพื่อไม่ให้ผลของอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังผู้ซื้อทั้งหมดจนกระทบส่วนแบ่งตลาด

ตัวอย่างเช่น หากสินค้าตั้งราคาแบบ DCP และสกุลเงินของคู่ค้าอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์ ผู้ซื้อจะรับรู้ว่าสินค้ามีราคาแพงขึ้น ผู้ส่งออกอาจลด markup เพื่อปรับลดราคาสินค้าและรักษาส่วนแบ่งตลาด ขณะที่หากเงินบาทอ่อนค่าเทียบดอลลาร์ ผู้ส่งออกอาจลดราคาสินค้าด้วยการลด markup ที่เพิ่มขึ้นจากการแปลงรายได้เป็นเงินบาท เพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ

การปรับ markup ขึ้นอยู่กับลักษณะของบริษัทและสินค้า ทั้งขนาดบริษัท อำนาจตลาด และความยืดหยุ่นของอุปสงค์

ข้อมูลกรมศุลกากรสะท้อนการใช้ดอลลาร์ในสินค้าไทย

งานศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการส่งออกสินค้าไทยในระดับใบขนของกรมศุลกากรรายไตรมาส ตั้งแต่ปี 2009–2025 โดยจำแนกสินค้าตามรหัสพิกัดศุลกากรในระดับ 11 หลัก และแบ่งรูปแบบการตั้งราคาเป็น PCP, LCP และ DCP

จากข้อมูลการส่งออกไทย สินค้าส่งออกหลักแบ่งได้ 15 กลุ่ม โดย 5 กลุ่มที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ 13% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ยานพาหนะ 11% เครื่องใช้ไฟฟ้า 11% เครื่องจักรและอุปกรณ์ 10% และอาหาร 8%

สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่ไม่ใช่สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 85% ของมูลค่าส่งออก พบว่าผู้ส่งออกตั้งราคาเป็นดอลลาร์ หรือ DCP สูงถึง 74% ขณะที่การส่งออกสินค้าทั้งหมดในปี 2025 มีสัดส่วน DCP อยู่ที่ 58%

ส่วน LCP มีสัดส่วน 15% ขณะที่ PCP เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2009 มาอยู่ที่ 23% ในปี 2025

เมื่อแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่าผลิตภัณฑ์จากแร่และพลาสติกมีสัดส่วน DCP สูงกว่า 80% ของมูลค่าการส่งออกในกลุ่มนั้น ขณะที่ยานพาหนะมี DCP ต่ำกว่า 50% และมี PCP สูงสุดถึง 37%

ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้ามีสัดส่วน DCP 54% และ LCP 30% ขณะที่สินค้าเครื่องแต่งกายมีสัดส่วน LCP สูงสุดที่ 43%

ค่าเงินบาทแข็ง 10% ราคาสินค้าส่งออกไม่ได้เพิ่มขึ้น 10% ทุกกรณี

ผลการศึกษาพบว่า การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้า หรือ ERPT ในภาพรวมมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 85% หมายความว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับสกุลเงินคู่ค้า 10% ราคาสินค้าในมุมมองของผู้ซื้อจะแพงขึ้นทันทีประมาณ 8.5%

การส่งผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่สมบูรณ์ โดยเกิดขึ้นทันทีและมีขนาดคงที่ตลอด 8 ไตรมาส แต่ราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ขนาด ERPT แตกต่างกันไปตามกลุ่มสินค้า โดยผลิตภัณฑ์จากแร่มีการส่งผ่านสูงสุดประมาณ 1 และมีสัดส่วนการใช้ LCP ต่ำที่สุดเพียง 4% ของมูลค่าการส่งออกในกลุ่มดังกล่าว

ในทางตรงกันข้าม เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรและอุปกรณ์ มี ERPT ต่ำกว่า อยู่ที่ราว 0.8 และมีสัดส่วนการใช้ LCP สูงกว่ากลุ่มสินค้าอื่น

DCP ทำให้เงินบาทกับดอลลาร์มีผลต่อราคาคนละช่องทาง

เมื่อจำแนกตามสกุลเงินที่ใช้ตั้งราคา พบว่าสินค้าส่งออกที่ตั้งราคาแบบ PCP และ DCP มี ERPT สูงกว่ากรณี LCP

สำหรับ PCP ขนาด ERPT อยู่ใกล้เคียง 1 ทั้งในระยะสั้น 1 ไตรมาส และระยะปานกลาง 8 ไตรมาส หมายความว่า เมื่อเงินบาทแข็งค่าเทียบกับสกุลเงินคู่ค้า 10% ราคาสินค้าที่คู่ค้าต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นทันที 10% และคงอยู่ตลอดช่วงเวลา โดยแทบไม่มีการปรับลดราคา

กรณี LCP ขนาด ERPT อยู่ที่ 0.21 ในระยะสั้น ก่อนทยอยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 0.40 ในระยะปานกลาง ซึ่งต่ำกว่า PCP โดยผลกระทบหลักเกิดผ่าน valuation effect ที่กระทบอัตรากำไรของผู้ส่งออก และผู้ส่งออกจะทยอยปรับราคาเพื่อชดเชยอัตรากำไรที่ลดลง

สำหรับ DCP ค่าเงินที่เกี่ยวข้องมี 2 คู่ ได้แก่ ค่าเงินประเทศคู่ค้าเทียบดอลลาร์ และค่าเงินดอลลาร์เทียบบาท

ERPT ต่ออัตราแลกเปลี่ยนคู่ประเทศคู่ค้าเทียบดอลลาร์ หรือ DCP-FC อยู่ที่ 0.95 และทรงตัวใกล้เคียงเดิมในระยะปานกลาง สะท้อนว่าผู้ส่งออกไทยแทบไม่ปรับลดราคาสินค้าในรูปดอลลาร์ แม้สกุลเงินคู่ค้าจะอ่อนค่า

ขณะที่ ERPT ต่ออัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อบาท หรือ DCP-THB อยู่ที่ 0.21 ในระยะสั้น และเพิ่มขึ้นเป็น 0.44 ในระยะปานกลาง สะท้อนการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในรูปเงินดอลลาร์เพื่อลดทอนผลกระทบจาก valuation effect เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์

นำเข้าวัตถุดิบมาก ช่วยลดแรงกดดันจากเงินบาทแข็งค่า

นอกจากสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายแล้ว ขนาด ERPT ยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของการนำเข้าวัตถุดิบ หรือ import intensity

หากผู้ส่งออกมี import intensity สูง ความจำเป็นในการปรับขึ้นราคาเมื่อเงินบาทแข็งค่าจะลดลง เพราะต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลงช่วยลดทอนผลกระทบในฝั่งรายได้ เกิดเป็น natural hedging

ข้อมูลพบว่า import intensity ที่สูงทำให้ ERPT ต่ำลงเมื่อผ่านไป 2 ไตรมาส เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบ

ในระยะปานกลาง ERPT จะต่ำลงอีกในกรณี LCP และ DCP-THB ขณะที่ไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจนในกรณี PCP และ DCP-FC โดยความแตกต่างดังกล่าวเกี่ยวข้องกับช่องทางที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงิน ทั้ง valuation effect และ expenditure-switching effect

สินค้าที่มีลักษณะคล้ายกันปรับราคามากกว่าสินค้าที่แตกต่างกัน

การปรับราคายังขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้า โดยแบ่งเป็นสินค้า homogeneous ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีการซื้อขายในตลาดที่เป็นทางการหรือมีราคาอ้างอิงในตลาดโลก กับสินค้า differentiated ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน

สินค้า homogeneous โดยทั่วไปมีอัตรากำไรต่ำและอ่อนไหวต่อราคามากกว่าสินค้า differentiated ดังนั้น เมื่อผู้ส่งออกกังวลว่าอัตรากำไรหรือส่วนแบ่งตลาดจะได้รับผลกระทบ สินค้า homogeneous จะถูกปรับราคามากกว่า

ในกรณี LCP และ DCP-THB เมื่อเงินบาทแข็งค่าและกระทบอัตรากำไร สินค้า homogeneous ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่าจะทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า

ส่วนกรณี DCP-FC เมื่อสกุลเงินคู่ค้าอ่อนค่าหรือดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งกระทบส่วนแบ่งตลาด สินค้า homogeneous ที่มีความอ่อนไหวต่อราคามากกว่าจะทยอยปรับลดราคามากกว่าสินค้า differentiated

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่พบความแตกต่างในการปรับราคากรณี PCP

ปริมาณส่งออกตอบสนองต่อราคาช้ากว่าการปรับราคา

แม้อัตราแลกเปลี่ยนจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ปริมาณการส่งออกกลับตอบสนองล่าช้า

ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณการส่งออกโดยรวมใช้เวลาประมาณ 1 ปีหลังอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคา โดยเมื่อราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 10% จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ปริมาณการส่งออกจะลดลง 1.5%–1.9% หลังผ่านไป 1 ปี

เมื่อแยกตามลักษณะสินค้า พบว่าสินค้า homogeneous อ่อนไหวต่อราคาและตอบสนองมากกว่าสินค้า differentiated

เมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง 10% จากอัตราแลกเปลี่ยน ปริมาณการส่งออกสินค้า homogeneous ตอบสนองประมาณ 2% เมื่อผ่านไป 2 ไตรมาส ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 4% เมื่อผ่านไป 5 ไตรมาส

ส่วนสินค้า differentiated ตอบสนองต่อราคาน้อยกว่า อยู่ที่ 1.2%–1.7% เมื่อผ่านไป 1 ปี

งานศึกษาระบุว่าการตอบสนองที่ล่าช้าสอดคล้องกับข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงปริมาณการสั่งซื้อสินค้าในระยะสั้น ทั้งความสัมพันธ์ทางการค้าระยะยาว ต้นทุนการเปลี่ยนคู่ค้า และข้อจำกัดของสัญญาซื้อขาย หรือ sticky quantities

นัยต่อการติดตามค่าเงินบาทและภาคส่งออก

ผลการศึกษาระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคาสินค้าส่งออกไทยโดยทันที แต่ไม่สมบูรณ์ ขณะที่การส่งผ่านไปยังปริมาณการส่งออกมีความล่าช้า โดยขนาดการส่งผ่านด้านราคาขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายเป็นสำคัญ

ภายใต้การค้าระหว่างประเทศที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์อย่างแพร่หลาย ผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อภาคส่งออกจึงแตกต่างจากความเชื่อเดิมที่สมมติว่าการซื้อขายเกิดขึ้นในเงินสกุลของประเทศผู้ส่งออก

งานศึกษามีข้อเสนอว่า การประเมินผลจากอัตราแลกเปลี่ยนควรคำนึงถึงสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายและลักษณะของสินค้า เพื่อให้ประเมินขนาดและระยะเวลาของผลกระทบได้แม่นยำขึ้น

ขณะเดียวกัน การติดตามค่าเงินไม่ควรจำกัดอยู่ที่อัตราเงินบาทเทียบดอลลาร์เพียงอย่างเดียว แต่ควรครอบคลุมเงินบาทเทียบสกุลเงินคู่ค้า สกุลเงินคู่ค้าเทียบดอลลาร์ และเงินบาทเทียบสกุลเงินของคู่แข่ง เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนแต่ละประเภทส่งผลต่อภาคส่งออกในมิติที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ควรติดตามที่มาของการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เพราะปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงแต่ละประเภทมีนัยต่อภาคส่งออกแตกต่างกัน

ผู้ส่งออกต้องบริหารความเสี่ยงค่าเงินควบคู่การพัฒนาสินค้า

งานศึกษาระบุว่า ภาครัฐควรส่งเสริมการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือ FX hedging เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของเงินบาทเทียบดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าส่งออกให้แข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของเงินบาทเทียบสกุลเงินของคู่แข่ง และไม่ควรมีข้อจำกัดในการเลือกใช้สกุลเงินในการซื้อขาย แต่ควรมีความยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อภาคส่งออก ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย การเข้ามาของผู้ส่งออกรายใหม่ การหาตลาดและสินค้าส่งออกใหม่ การพัฒนาคุณภาพสินค้า การบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงนโยบายภาครัฐที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเติบโตของภาคส่งออกไทยในอนาคต